เศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไร-หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป-|-ลงทุนศาสตร์-investerest.coเศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไร หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

เศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไร หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป

เศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไร หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป

ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงอย่างเป็นทางการ จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา การปิดช่องแคบดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกการค้า เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นเส้นทางเดินเรือที่รองรับการขนส่งน้ำมันมากถึง 1 ใน 4 ของโลก แม้ในปัจจุบันนี้ สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจน และยังคงอยู่ในระหว่างการเฝ้ารอดูสถานการณ์ต่อไป หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด เศรษฐกิจโลกจะกระทบกระเทือนหลายด้าน ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและมีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างคาดการณ์ว่า หากภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้สถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยพุ่งสูงถึง 139 ดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2022 หลังจากเหตุการณ์รัสเซียบุกโจมตียูเครน และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ภายในช่วงกลางเดือน ปริมาณน้ำมันสำรองและน้ำมันที่เก็บไว้ในเรืออาจหมดลง ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบมากถึง 7.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

หากโลกเข้าสู่สภาวะขาดแคลนน้ำมัน ทั่วโลกต้องลดการบริโภคพลังงานลงอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและค่าปุ๋ย นำไปสู่การปรับขึ้นราคาอาหารทั่วโลก ภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตค่าครองชีพจะกดดันผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบางที่มีฐานะยากจนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้นอาจก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็มีแต่จะย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม จากเดิมที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่สูงอยู่แล้ว กลับยิ่งต้องคอยรับมือกับภาวะช็อกของราคาพลังงานและอาหาร กลายเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจและลดโอกาสในการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวข้ามปัญหาที่เป็นอยู่

หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดตัวต่อเนื่อง ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียอาจต้องลงทุนสร้างท่อขนส่งน้ำมันขึ้นใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากความเสี่ยงในช่องแคบ เช่น การสร้างท่อขนส่งน้ำมันผ่านทางซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน หรือตุรกี แต่การสร้างท่อส่งน้ำมันใหม่เหล่านี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 5 ปีในการก่อสร้าง แม้จะเป็นทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ในระยะยาว แต่ทั้งนี้ ในระหว่างที่ท่อขนส่งเหล่านั้นยังสร้างไม่เสร็จ เราคงได้แต่หวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะไม่ลุกลามบานปลาย และเฝ้าคอยให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง ก่อนที่วิกฤตพลังงานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกอย่างยากจะเยียวยา

ลงทุนศาสตร์ 

รายการอ้างอิง

[1] Hyatt, D. (May 28, 2026). What Will Happen to the US Economy If the Strait of Hormuz Doesn’t Open Soon?. https://www.investopedia.com/what-will-happen-if-the-strait-of-hormuz-doesnt-open-soon-11985314

[2] Wells, J. (June 16, 2026). The Strait of Hormuz is expected to finally reopen within days. Then what?. https://www.abc.net.au/news/2026-06-16/strait-of-hormuz-reopening-oil-price-inflation-explainer/106798732

[3] UNCTAD. (n.d.). Strait of Hormuz disruptions: Implications for global trade and development. https://unctad.org/publication/strait-hormuz-disruptions-implications-global-trade-and-development

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

บทความที่เกี่ยวข้อง

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/hormuz-world-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wMRNY8t_gssOtLGpoGRCZ