วันนี้ (27 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดเวที ‘MOE Human Capital Blueprint Workshop’ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อระดมสมองออกแบบสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ยุคใหม่
ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่หลักสูตรเดิมจะตามทัน สิ่งสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการให้คุณค่ากับคนผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักสูตรแบบเดิมที่ใช้เวลา 3-5 ปี อาจช้าเกินไปสำหรับเด็กยุคนี้ เวทีครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่กลางในการสร้างฉันทามติร่วมกัน โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนมากกว่าชื่อเสียงของสถาบัน เพื่อให้เด็กไทยสามารถเริ่มทำตามความฝันได้โดยไม่ต้องยึดติดกับกรอบเดิม วางรากฐานตั้งแต่ปฐมวัยทั้งด้านภาษาและการคิดวิเคราะห์ เพื่อสร้างพลเมืองที่พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตจากผลประเมิน PISA ที่สะท้อนว่าสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพผู้เรียนได้จริง อีกทั้งครูไทยยังต้องเสียเวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับงานเอกสารและการประเมิน ขณะที่ระบบ Credit Bank หรือการสะสมหน่วยกิตที่คุยกันมานาน ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อ จนทำให้ผู้เรียนที่มีทักษะการทำงานจริงเสียโอกาสในการได้รับรองคุณวุฒิ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ต้องร่วมกันแก้ไข
ประเสริฐ ยังกล่าวถึง 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา, การสร้างระบบการเรียนรู้ไร้รอยต่อ, การคืนเวลาสอนให้ครูโดยตัดงานเอกสารและบริการออก, การสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระ และการปฏิรูประบบวิชาชีพครูเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทย
ขณะที่ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงฐานรากความปลอดภัย ว่า หลักสูตรที่ล้ำหน้าจะไร้ความหมาย หากเด็กยังเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัวจากการถูกบูลลี่หรือละเมิดสิทธิ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีกลไกคุ้มครองที่เป็นที่พึ่งได้จริง โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในระบบร้องเรียนเพื่อปกป้องสิทธิของทั้งเด็กและครูโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้แนวทาง ‘All for Education’ ในการขับเคลื่อนนโยบายจากล่างขึ้นบน โดยเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายอย่าง Inskru และ TEP เพื่อเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากหน้างานให้เป็นกฎหมายและนโยบายที่ใช้งานได้จริง มุ่งหวังให้เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง






———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/the-ministry-of-higher-education-science-research-and/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nr1Odw0bb0XQMQtjAK2N9

