scb-ชี้-เศรษฐกิจไทย-“เริ่มสะเทือนจริง”-จากสงครามตะวันออกกลางSCB ชี้ เศรษฐกิจไทย “เริ่มสะเทือนจริง” จากสงครามตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

ภาพใหญ่ตอนนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแรงกระแทกไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ โดย “ผลกระทบเริ่มไหลเข้าทุกเส้นเลือดเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงทันที โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นกำลังจะกลายเป็นแรงกดดันระยะยาว

ฝั่งการค้า แม้ภาพรวมส่งออกยังดูดีจากอิเล็กทรอนิกส์และจังหวะเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ แต่การส่งออกไปตะวันออกกลางหดตัวแรง ขณะที่ “นำเข้าโตแรงกว่า” สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่กำลังสะสม และยังไม่รวมผลของราคาพลังงานที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกในระยะถัดไป

สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “ความเชื่อมั่น” ที่กำลังทรุดลงแรง ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะมุมมอง 3 เดือนข้างหน้าที่ลดลงต่ำกว่าปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี — นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณว่า “คนเริ่มไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นง่าย” ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงจิตวิทยาที่อันตรายกว่าวิกฤตตัวเลข

ในโลกความจริง แรงกดดันเริ่มปรากฏชัดในตลาดแรงงานและธุรกิจ อัตราว่างงานขยับขึ้น ธุรกิจเปิดใหม่ลดลง แต่ปิดกิจการเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพยังมีแนวโน้มสูงขึ้นจากทั้งค่าไฟที่กำลังจะปรับขึ้น และต้นทุนพลังงานที่ยังสูงกว่าก่อนสงคราม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่ม “ส่งผ่านต้นทุน” ไปยังผู้บริโภค

ท่ามกลางแรงกดดันทั้งหมดนี้ “บทบาทของรัฐเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” รัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจแบบครบเครื่อง ทั้งลดค่าครองชีพ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อุดหนุนพลังงานเฉพาะกลุ่ม ไปจนถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมกับการปรับแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางนโยบาย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบ “4T” ที่เน้นทั้งการแก้เกมระยะสั้นและยกเครื่องเศรษฐกิจระยะยาว ตั้งแต่เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล กฎระเบียบ ทักษะแรงงาน ไปจนถึงความร่วมมือรัฐ-เอกชน โดยตั้งเป้ายกระดับการลงทุนทั้งประเทศสู่ 30% และดัน GDP ให้กลับไปเกิน 3% ในอนาคตแต่เกมนี้ไม่ได้ง่าย เพราะมีสัญญาณชัดว่า “รัฐอาจต้องใช้เงินมากขึ้น” ทั้งการขยายเพดานหนี้หรือออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งแม้จะช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่ก็เพิ่มแรงกดดันด้านเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

ด้านเครดิตประเทศ Moody’s คงอันดับไทยที่ Baa1 พร้อมปรับมุมมองเป็น Stable สะท้อนว่าภาพรวมยัง “ไม่แย่ถึงขั้นวิกฤต” แต่ก็ยังเปราะบาง โดยจุดแข็งของไทยยังอยู่ที่เสถียรภาพต่างประเทศและความสามารถชำระหนี้ ขณะที่สายตาตลาดยังจับจ้องการประเมินของ Fitch Ratings อย่างใกล้ชิด หลังเคยปรับมุมมองเป็น Negative ไปก่อนหน้า

ในฝั่งนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีแนวโน้ม “ตั้งรับมากกว่ารุก” โดยคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1% และใช้แนวทาง wait-and-see เพราะเศรษฐกิจยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่ถึงจุดที่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยทันที และเงินบาทที่อ่อนลงกลับช่วยพยุงภาคส่งออกบางส่วน

เมื่อมองออกไปนอกประเทศ ภาพยิ่งชัดว่าโลกกำลังชะลอ เศรษฐกิจโลกปี 2569 คาดโตเพียง 2.5% จากผลของสงครามที่ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบขึ้น สหรัฐฯ เริ่มชะลอตามตลาดแรงงาน ยูโรโซนยังเปราะบาง จีนโตช้าจากดีมานด์ในประเทศ ส่วนญี่ปุ่นเริ่มเห็นแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะถัดไปและสิ่งที่น่าจับตาคือ “Policy Space ทั่วโลกกำลังแคบลง” ธนาคารกลางหลายแห่งมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐทั่วโลกต้องแบกรับภาระอุดหนุนพลังงานบนหนี้ที่สูงอยู่แล้ว

-032

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/960977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cnYPOSKNEgyhvcmRbi1Ou