ผ่าแนวคิด!-ก.อุตสาหกรรม-คุมเข้มโรงงานเชิงรุก คืนพื้นที่เศรษฐกิจ-1-พันล้านผ่าแนวคิด! ก.อุตสาหกรรม คุมเข้มโรงงานเชิงรุก คืนพื้นที่เศรษฐกิจ 1 พันล้าน

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น การสร้างสมดุลระหว่าง “การส่งเสริมอุตสาหกรรม” กับ “การกำกับดูแลผลกระทบ” จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐ

เพราะในอีกด้านหนึ่ง แม้ประเทศไทยต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน แต่ปัญหาโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมายยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ชุมชน และนักลงทุน โดยเฉพาะกรณีโรงงานลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต การปล่อยน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน รวมถึงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบต่อพื้นที่รอบโรงงาน แต่สามารถขยายวงไปสู่ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำ ดิน น้ำใต้ดิน ระบบนิเวศ และห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนสร้างภาระให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณในการติดตาม ตรวจสอบ และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงกำลังปรับ “วิธีคิด” ในการกำกับโรงงานครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการตรวจสอบตามแผนหรือรอให้เกิดปัญหาก่อนเข้าสู่พื้นที่ ไปสู่ระบบ “ตรวจโรงงานเชิงรุก” ที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการวิเคราะห์ความเสี่ยงเข้ามาเป็นเครื่องมือในการชี้เป้าโรงงานที่มีแนวโน้มฝ่าฝืนกฎหมาย

เปลี่ยนเกมกำกับโรงงาน ใช้ข้อมูลชี้เป้า

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมปรับแนวทางการดำเนินงาน โดยให้กระทรวงทำหน้าที่ทั้งในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจและหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลให้สถานประกอบการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน

โจทย์สำคัญคือการสร้างระบบที่เอื้อให้นักลงทุนและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถประกอบกิจการได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันต้องจัดการกับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องต้องเสียเปรียบ

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงวางรากฐานใหม่ในการกำกับดูแลโรงงาน ตั้งแต่การปรับแผนตรวจโรงงาน การนำเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำมาใช้ในการตรวจสอบ การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

หัวใจสำคัญของแนวทางใหม่นี้ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นตัวนำ

แทนที่จะกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจโรงงานแบบหว่านแห กระทรวงอุตสาหกรรมจะใช้ฐานข้อมูลการประกอบกิจการมาวิเคราะห์หาความผิดปกติ เพื่อระบุโรงงานที่มีความเสี่ยงและส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้อย่างตรงจุด

ตัวอย่างข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ ข้อมูลการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า การใช้วัตถุดิบ ตลอดจนปริมาณการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการผลิต

หากพบว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่สอดคล้องกัน หรือมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดปกติ ระบบจะสามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างานเพื่อเข้าตรวจสอบ

รวมถึงกรณีที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย “สวมสิทธิทางการค้า” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กระทรวงให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับทั้งความถูกต้องของการประกอบกิจการและความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการกำกับโรงงานแบบเดิม ไปสู่การกำกับดูแลที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน หรือ Data-driven Regulation ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“แจ้งอุต” เปิดประชาชนร่วมจับตา

อีกกลไกหนึ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำมาใช้ คือการเปิดช่องทางให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังผ่านระบบรับเรื่องร้องเรียน “แจ้งอุต

แนวคิดสำคัญคือการทำให้ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลได้

เมื่อมีข้อร้องเรียนหรือข้อมูลจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ประกอบกับข้อมูลจากฐานข้อมูลของภาครัฐ เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางเข้าตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ จะใช้ระบบตรวจสอบโรงงานมาตรฐาน หรือ “i-Auditor” เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและรายงานผล โดยกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจ แต่ยังมุ่งสร้างมาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติงาน ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลการตรวจสอบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

นับเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการกำกับจาก “เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วจบที่เอกสาร” ไปสู่ระบบที่ข้อมูลการตรวจสอบถูกบันทึกและเชื่อมโยงในระบบดิจิทัลมากขึ้น

ฟันจริง! พบผิด 767 ราย หยุดกิจการ 131 แห่ง

ผลจากการปรับระบบดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการดำเนินงานในปี 2569 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศแล้ว 767 ราย

ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นโรงงานที่ถูกสั่งให้ หยุดประกอบกิจการ 131 ราย ขณะที่อีก 636 โรงงานถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข และมีการดำเนินคดีแล้ว 391 ราย

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการกำกับดูแลของกระทรวงไม่ได้มุ่งเพียงการตรวจพบความผิด แต่ยกระดับไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ที่น่าสนใจคือ กว่า 53% ของโรงงานที่ตรวจพบปัญหาอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และจังหวัดปริมณฑล

การที่โรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ ทำให้การกำกับดูแลมีความสำคัญมากกว่าเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในระดับโรงงาน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการรองรับการลงทุนใหม่และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ในมุมของกระทรวง การตรวจพบและจัดการกับโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมายจึงไม่ได้หมายถึงการ “ไล่ปิดโรงงาน” แต่เป็นการจัดระเบียบพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถแข่งขันและขยายกิจการได้

ผลที่เกิดขึ้นคือกระทรวงสามารถ คืนพื้นที่เศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ดีได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบังคับใช้กฎหมายจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการลงโทษ แต่เป็นกลไกในการจัดสรร “พื้นที่ทางเศรษฐกิจ” ให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และลดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากผู้ประกอบการที่สร้างผลกระทบ

เปลี่ยนจาก “ให้เวลาแก้” เป็น “หยุดทันที”

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย ในอดีต เมื่อพบโรงงานปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หรือมีปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่อาจมีคำสั่งให้โรงงานปรับปรุงแก้ไข โดยในระหว่างนั้นโรงงานยังสามารถเดินเครื่องจักรและประกอบกิจการต่อไปได้

ปัญหาคือกระบวนการดังกล่าวอาจเปิดช่องให้เกิดการประวิงเวลา โรงงานบางแห่งขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ขณะที่บทลงโทษทางอาญาในบางกรณีอาจไม่สูงเพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขปัญหา

จนเกิดสภาพที่ค่าปรับถูกมองเป็นเพียง “ต้นทุนในการทำธุรกิจ” ที่สามารถนำมาคำนวณความคุ้มค่าในการฝ่าฝืนกฎหมายได้

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงปรับแนวทางใหม่ โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะถูก สั่งหยุดโรงงานทันที

มาตรการนี้ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะผลกระทบทางธุรกิจจากการหยุดกิจการย่อมสูงกว่าการจ่ายค่าปรับเพียงอย่างเดียว

ในมุมของภาครัฐ การหยุดโรงงานจึงทำหน้าที่เป็นทั้งมาตรการป้องกันผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา

เมื่อแก้ไขเสร็จแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าการกลับมาเดินเครื่องจักรจะไม่สร้างผลกระทบซ้ำต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ยกเครื่อง พ.ร.บ.โรงงาน เพิ่มโทษ-จัดการ “ทำผิดซ้ำ”

นอกจากการปรับกระบวนการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้รองรับรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการ เพิ่มบทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความเสียหายและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายมากขึ้น

อีกประเด็นคือการนำ “ประวัติการประกอบการ” มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาลงโทษ โดยเฉพาะกรณีที่โรงงานกระทำความผิดซ้ำ

หลักคิดคือโรงงานที่ทำผิดครั้งเดียวกับโรงงานที่ทำผิดซ้ำอย่างต่อเนื่องไม่ควรถูกพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพราะพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำสะท้อนระดับความเสี่ยงและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่แตกต่างกัน

การนำประวัติการประกอบกิจการมาใช้จึงเป็นความพยายามสร้างระบบกำกับดูแลที่สามารถ “จำ” พฤติกรรมของผู้ประกอบการได้มากขึ้น แทนที่จะพิจารณาความผิดเป็นเหตุการณ์แยกจากกันทุกครั้ง

โรงงานถูกสั่งหยุด ต้องจ่ายค่าตรวจเอง

อีกมาตรการที่กำลังถูกผลักดัน คือกรณีโรงงานที่ถูกสั่งหยุด หรือถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก ผู้ตรวจสอบเอกชน

ที่สำคัญคือโรงงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าตรวจสอบและค่าตรวจวัดมลพิษต่าง ๆ

หลังจากผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบเอกชนแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าตรวจสอบซ้ำอีกครั้งก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

แนวทางนี้เป็นการปรับบทบาทของภาครัฐ โดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้รับภาระการตรวจวัดทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันยังคงให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับมาตรฐานและตรวจสอบความถูกต้องของผลการตรวจ

ในเชิงระบบ ยังเป็นการสร้างต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะนอกจากต้องหยุดกิจการแล้ว ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ว่าตนเองได้แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว

เดินหน้ากฎหมายกากอุตสาหกรรม

อีกโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการคือการจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง

ปัญหาการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในพื้นที่รกร้าง ที่ดินเอกชน หรือบ่อดินเก่า อาจนำไปสู่การปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในดินและน้ำใต้ดิน และในที่สุดอาจกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร

ผลกระทบดังกล่าวมีต้นทุนสูงกว่าค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อเกิดการปนเปื้อนแล้ว การฟื้นฟูพื้นที่อาจใช้เวลานานและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

กระทรวงจึงเร่งจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และเตรียมรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จในระดับร่างกฎหมาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ

จาก “คุมโรงงาน” สู่ “สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม”

ภาพใหญ่ของการปรับระบบครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานที่เข้าตรวจ หรือการเพิ่มจำนวนคดี แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของการกำกับดูแลอุตสาหกรรม

นายณัฐพล ระบุว่า ผลลัพธ์จากการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ สะท้อนถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ โดยกระทรวงต้องการวางรากฐานใหม่จากเดิมที่การกำกับดูแลอาจมุ่งคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไปสู่แนวทางที่ให้ความสำคัญกับ 3 เป้าหมายควบคู่กัน ได้แก่ ผู้ประกอบการที่ดี, ความปลอดภัยของประชาชน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

เพราะการส่งเสริมการลงทุนในยุคใหม่ไม่สามารถพิจารณาเพียงจำนวนเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงานที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้หรือไม่ และสร้างต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมในอนาคตมากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งเป็นฐานการผลิตและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ การสร้างมาตรฐานกำกับดูแลที่ชัดเจนจึงมีผลโดยตรงต่อความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

ปราบโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อเปิดทาง “โรงงานดี”

ทิศทางใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังสะท้อนภาพการปรับบทบาทจาก “ผู้ตรวจโรงงาน” ไปสู่ “ผู้จัดการระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ที่ต้องทำให้ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน

การตรวจพบโรงงานผิดกฎหมาย 767 ราย การสั่งหยุดกิจการ 131 ราย การสั่งปรับปรุงแก้ไข 636 ราย และการดำเนินคดี 391 ราย จึงเป็นเพียงตัวเลขส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

สิ่งที่น่าจับตากว่าคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ชี้เป้าโรงงานเสี่ยง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่าน “แจ้งอุต” การใช้ระบบ i-Auditor เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจ รวมถึงการเปลี่ยนแนวทางจาก “ให้เวลาแก้ไข” ไปสู่การ “สั่งหยุดทันที” เมื่อพบการกระทำผิดที่กระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน การแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน และการจัดทำ พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม จะเป็นกลไกสำคัญในการทำให้มาตรการเหล่านี้มีฐานทางกฎหมายที่แข็งแรงขึ้น

เป้าหมายสุดท้ายจึงไม่ใช่การมีโรงงานน้อยลง แต่คือการทำให้ “โรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย” ออกจากระบบ ขณะที่ “โรงงานที่ดี” ได้รับพื้นที่และโอกาสในการเติบโต

หากทำได้สำเร็จ การบังคับใช้กฎหมายจะไม่ได้ถูกมองเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน แต่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบอุตสาหกรรมไทย เพราะนักลงทุนที่ปฏิบัติตามกติกาจะได้รับความเป็นธรรม ชุมชนได้รับการคุ้มครอง และรัฐลดภาระต้นทุนจากการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นี่คือโจทย์สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านจากการ “กำกับเพื่อควบคุม” ไปสู่การ “กำกับเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1249428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CEnCEEw0xoeW7l43kp-Fm