แฟ้มภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดทำข้อตกลงสันติภาพภายใน 60 วัน และกลับมาเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตามปกติอีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและการลงทุนโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่า ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่หากความขัดแย้งยุติลงอย่างเป็นทางการ น่าจะช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังต้องจับตามอง คือ ผลกระทบด้านพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ที่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากสงครามในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เบื้องต้นได้มีการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจครอบคลุมทั้งระบบการผลิต การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายส่วน ซึ่งน่าจะทำให้กำลังการผลิตพลังงานยังไม่สามารถกลับมาทำงานเต็มระบบได้ทันที และคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติยาวนานถึง 2 ปี

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ประเมินว่า ราคาน้ำมันโลกน่าจะไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดสงคราม แม้จะมีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้นจากความคาดหวังต่อการยุติความขัดแย้ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตที่ยังได้รับผลกระทบจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

ส่วนประเด็นการบริหารหนี้ภาครัฐ ย้ำว่า มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อรองรับภารกิจ และภาระผูกพันต่าง ๆ รวมถึงรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ยังดำเนินอยู่ แม้ว่าสถานะทางการเงินของประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต และวิกฤตพลังงานเริ่มคลี่คลายไปแล้วก็ตาม

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานของรัฐบาล และการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศ และสร้างความยั่งยืนในอนาคต