เศรษฐกิจโลก-“ระอุ”-“ทองคำ”-ละลายเศรษฐกิจโลก “ระอุ” “ทองคำ” ละลาย

หลายคนคงจำกันได้ว่า เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ต้นปีที่ผ่านมา หรือก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งภายหลังขยายวงกว้างกลายเป็นวิกฤตในอ่าวเปอร์เซียขึ้นมา…

ราคาทองคำในตลาดโลกเกิดความผันผวนอย่างหนัก และปรับตัวสูงขึ้นจนทุบทำลายสถิติเก่าทำนิวไฮเกือบทุกวัน กระทั่งช่วงปลายเดือน ม.ค. 69 ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์…โดยราคาทองคำแท่งซื้อขายกันที่ระดับ 81,400 – 81,950 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 82,200 บาท วันเดียวกันนี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปแรงถึงบาทละ 3,700 บาท

ส่วนราคาทองคำในตลาดสปอต ดีดตัวขึ้นแรงจนทำ All-Time High เหนือระดับ 5,520 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดตลาดในช่วงถัดมาที่ระดับราว 5,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ช่วงเวลานั้น หลายคนเชื่อมั่นว่า ราคาทองคำน่าจะพุ่งขึ้นทำลายสถิติต่อเนื่องจนถึง 6,000 ดอลลาร์ หรือทะลุไปกว่านั้น เช่นเดียวกับที่ประเทศไทย มีคนจำนวนไม่น้อยไปเข้าคิวกันยาวเหยียดที่เยาวราชเพื่อจะซื้อ ไม่ใช่แค่มีแต่คนเอาทองไปขายเท่านั้น

แต่แล้ว หลังเวลาผ่านไปเพียง 5 เดือน สงครามที่ปะทุเป็นระลอกได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน เมื่อการขนส่งน้ำมัน และสินค้าต่างๆ ออกจากช่องแคบฮอร์มุซทำได้ยากลำบาก ซึ่งไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมัน และพลังงานอื่นๆ แพงลิ่วเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการขาดแคลน Supply Chain ในระบบการผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบการผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจาย และส่งมอบสินค้า และบริการถึงมือผู้บริโภคปลายทางด้วย

ปัญหานี้ก่อให้เกิดต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุดหลายประเทศก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงได้ ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาทองคำในตลาดสปอตเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศร่วงลงเกือบจะหลุดระดับ 20,000 บาทต่อบาท ไปอยู่ที่ระดับบาทละ 63,000 บาท

ซ้ำยังมีแนวโน้มที่ราคาทองคำจะผันผวนต่ำลงได้อีก โดยเหตุที่ระบบเศรษฐกิจโลก และในประเทศได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน และวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น นั่นเอง

จิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ออกมาเตือนนักลงทุนรายย่อยว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจเข้าไปซื้อทองคำในช่วงเวลานี้ แม้ราคาทองคำจะมีแนวโน้มต่ำลงอีก แต่ราคาต่ำก็ไม่ได้หมายความว่า เข้าซื้อแล้วจะปลอดภัยเสมอไป

นักลงทุนรายย่อย ควรแยกการลงทุนในทองคำออกจากการเก็งกำไรในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future) เพราะเป็นคนละตลาด สำคัญคือ มีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมาก

จิตติ มองว่า ความผันผวนรุนแรงที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายทองคำจริงเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากตลาดล่วงหน้า ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่าปริมาณทองคำจริงหลายเท่าตัว

“กองทุนสามารถขายสัญญาล่วงหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทองคำจริงอยู่ในมือ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาได้รวดเร็ว และรุนแรงกว่าตลาดทองคำจริง” จิตติ ให้ความเห็นกับ นาวรัตน์ เจริญประพิณ ในรายการ Money Chat

เขายังระบุด้วยว่า ปริมาณทองคำจริงที่ซื้อขายกันทั่วโลกในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 4,500 ตัน ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าสามารถหมุนเวียนได้ในระดับหลายพันตันภายในเวลาเพียง 1 วัน ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้เอง นักลงทุนรายย่อยที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น จึงมีความเสี่ยงสูงในการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทั้งเงินทุน ข้อมูล และอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางตลาดมากกว่า

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมทองคำ จิตติ ให้มุมมองส่วนตัวว่า เขายังคงมองว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าในระยะยาว

แต่ในช่วงเวลานี้ ควรชะลอการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมออกไปก่อน เพื่อรอดูความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตลอดจนถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

“ราคาที่ปรับตัวลงมาแรง ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะหมดไป นักลงทุนควรรอให้ทิศทางตลาดชัดเจนมากขึ้นก่อน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่คาดการณ์ได้ยากมาก”

แม้จะยังมีความเชื่อมั่นในแนวโน้มระยะยาวของทองคำ แต่ในภาวะที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวความคาดหวังด้านดอกเบี้ย และแรงซื้อขายจากตลาดล่วงหน้า นักลงทุนรายย่อยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการเร่งเข้าซื้อเพราะเห็นว่า ราคาปรับตัวลงมาแล้ว!

สำหรับผู้ถือทองคำอยู่แล้ว หรือติดยอดดอยอยู่ อาจต้องใช้ความอดทนสักระยะหนึ่ง ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่ ควรรอความชัดเจนเช่นกัน เพราะตลาดทองคำช่วงนี้ ยังมีความผันผวนสูง และยากต่อการประเมินทิศทาง…จิตติ ย้ำ

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เร่งตัวขึ้นจากระดับ 3.8% ในเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 4.2% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยมีแรงผลักดันหลักจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากผลของสงคราม ทำให้ก่อนหน้านี้เกิดการคาดการณ์กันว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สวนทางกับแนวทางเดิมที่เคยส่งสัญญาณจะปรับลด

อย่างไรก็ตาม การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดในช่วงกลางสัปดาห์นี้ (16-18 มิ.ย.) โดยมีเหตุปัจจัยจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวแรงขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปีก่อนที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3.8% ในช่วงเดือน พ.ค. มาปีนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปสูงถึง 4.2% ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่า FOMC อาจจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อปี สวนทางกับความตั้งใจเดิมที่เฟด เคยประกาศจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากสงครามอ่าวสงบลง

แม้จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ แต่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของกรรมการ (dot plot) ได้พลิกมาเป็นสายเข้มงวดอย่างชัดเจน โดยกรรมการราวครึ่งหนึ่งมองว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ค่ากลางคาดการณ์ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2026 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 3.4% ในการประชุมเดือน มี.ค. เปลี่ยนทิศทางจากแนวโน้ม “ปรับลด” มาเป็น “ปรับขึ้น”

การคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มต่ำลง เพราะนักลงทุนจะย้ายเงินทุนเข้าไปฝากในตลาดเงินที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า นั่นทำมีการคาดการณ์กันว่า ราคาทองคำในตลาดสปอตอาจร่วงลงถึงระดับ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะที่อาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ลามเป็นวงกว้างไปถึงการตกงานของผู้คน ในยามที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง

ฟังกูรูตัวจริงพูดแล้ว อาจจำเป็นต้องเก็บเงินสดไว้ให้ดี อย่าได้วอกแวกไปลงทุนอะไรในช่วงนี้ ปลอดภัยกว่า

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2940575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m671epWGnCO4djEaOL6kq