ทรัพยากร “น้ำ” ได้กลายเป็นสิ่งท้าทายที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จะเพิ่มขึ้นจาก 2,419 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในปี 2560 สู่ 2,700 – 2,800 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2569 และจะทะยานสูงถึง 3,088 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2580 หรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 28 เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของชุมชนเมือง
ปี 2569 ถือเป็นปีหมุดหมายสำคัญในการทดสอบความแข็งแกร่งของระบบบริหารจัดการน้ำไทย เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาวะ “เอลนีโญ” ที่คาดการณ์ว่าจะลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน 2570 ส่งผลให้เกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ฝนตกไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงต่อภัยแล้งในบางช่วง หากไม่มีแผนรองรับที่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายอาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทานจึงได้บูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำรวม 38 โครงการ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ผสมผสานโครงข่ายท่ออัจฉริยะ นวัตกรรมทางเลือก และกลไกการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์
หัวใจสำคัญของแผนงานปี 2569 คือการสร้างความมั่นคงผ่านระบบ “อ่างพวง” และโครงข่ายท่อส่งน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Grid) โดยมี “อ่างเก็บน้ำประแสร์” จังหวัดระยอง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบท่อผันน้ำขนาดใหญ่ไปยังอ่างเก็บน้ำหลักอื่น ๆ เช่น อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระ ทำให้สามารถกระจายน้ำและผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนได้อย่างทันท่วงที ในช่วงฤดูฝนนี้รัฐบาลได้ยกระดับศักยภาพการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จากเดิม 25 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้ง โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 527 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยังมีความกังวล ว่า ไทยมีความเสี่ยงฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วงตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 จากความผันผวนของสภาพอากาศและอิทธิพลเอลนีโญ จึงสั่งกรมชลประทาน รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ “บริหารน้ำเชิงรุก” ครอบคลุมเก็บกัก จัดสรร และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทั้งเกษตรกร ประชาชน และอุตสาหกรรม สำหรับพื้นที่ EEC ต้องดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ
นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ภาคอุตสาหกรรมกรมชลประทานมีระบบ ผันน้ำซึ่งสามารถสูบและผันน้ำได้ปีละกว่า 100,000,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากมีน้ำเข้ามาไม่ว่าจะเข้ามาเก็บกักในอ่างเก็บน้ำ หรือตกลงในพื้นที่ใกล้เคียง ก็สามารถสูบกลับมาเติมในอ่างเก็บน้ำประแสร์ และผันไปที่คลองใหญ่หนองปลาไหลได้ ซึ่งยืนยันว่า น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC มีปริมาณเพียงพอ นอกจากนี้สำหรับพื้นที่ ECC ยังมีโครงการชลประทานที่ขึ้นใหม่ได้แก่ โครงการผันน้ำอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ที่จะเข้ามามาช่วยในการผันน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและ EEC ซึ่งจะลดภาระการผันน้ำของอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม การเกษตรและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดระยองได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
นอกจากการจัดหาแหล่งน้ำดิบเพิ่มแล้ว แผนงานยังเน้นการบริหารจัดการฝั่งอุปสงค์ (Demand Side) โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” (Smart Factory) ภายใต้หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) กำหนดเป้าหมายให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต้องลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10-15 และต้องนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่ใช้
ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานเชิงรุกส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางในพื้นที่ EEC มีปริมาณน้ำทุนสะสมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมกว่าร้อยละ 84 ของความจุ สามารถจัดสรรน้ำให้แก่นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ตามแผนโดยไม่มีรายงานการขาดแคลน แผนความมั่นคงน้ำ EEC ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อผ่านพ้นวิกฤตเอลนีโญ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างและการลงทุนด้านนวัตกรรมครั้งใหญ่ ที่จะรับประกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อไปได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืนบนพื้นฐานของความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5921567/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LT4vVdUiXxIyeIk-uET8L

