สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม-‘ม.301’-สหรัฐสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม ‘ม.301’ สหรัฐ

แขกเหรื่อมาอุ่นหนาฝาคั่ง งานครบรอบ 26 ปีเนชั่นทีวีวานนี้ (4 มิ.ย.) แขกคนสำคัญที่สุดหนีไม่พ้น นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล  เจอหน้ากันก็ต้องพูดคุยถึงภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล นั่นคือการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ บอกว่า ตอนนี้ไทยมีความพร้อมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ทรัพยากร สาธารณูปโภค จากการที่นายกฯ เดินทางไปพบกับผู้นำหลายประเทศ พบว่ามีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยกันมาก ถึงขนาดอวดได้เลยว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ได้พลิกฟื้นขึ้นมาอยู่รอดเฉยๆ แต่พลิกฟื้นมาวิ่งได้เลย
    ฟังแล้วน่าภาคภูมิใจ แต่พิจารณาปัจจัยด้านต่างประเทศกันสักนิด อย่าลืมเรื่องภาษีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วันก่อนมีข่าวว่า สหรัฐเตรียมใช้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974  เล่นงานบราซิล ทำการค้าไม่เป็นธรรม วันถัดมาสหรัฐจะใช้มาตรา 301 เล่นงาน 60 ประเทศที่ล้มเหลวไม่สามารถป้องกันการนำเข้าสินค้าบังคับใช้แรงงานเข้ามาขายได้ สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับแรงงานอเมริกัน ขัดต่อนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า ไทยติด 1 ใน 16 ประเทศที่สหรัฐ  พุ่งเป้าสอบสวนภายใต้ ‘มาตรา 301’ ปมเกินดุลการค้าและกำลังการผลิตส่วนเกิน

    เรื่องภาษีเกี่ยวข้องกับการส่งออก ใกล้ผ่านครึ่งปีแรกภาพรวมส่งออกไทยยังไปได้ดีเกินคาด แม้เจอสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ มาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. แต่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังไปได้ดี คาดว่าจบครึ่งปีแรกยังคงเป็นบวก ส่วนครึ่งปีหลังยังไม่แน่นอนเพราะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอน สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ข่าวทุกวันใกล้บรรลุดีลแล้ว แต่ถึงวันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ สงครามส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกแน่นอนและส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ สร้างความชัดเจนในนโยบายการค้าและการผลิต เพื่อลดข้อครหาเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรม

     แม้นายกรัฐมนตรีจะมั่นใจในความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของไทยว่าอยู่ในระดับที่ “วิ่งได้” แต่หากรัฐบาลไม่สามารถเจรจาหรือปรับตัวให้ทันต่อกฎหมายการค้าที่เข้มงวดขึ้นนี้ ความได้เปรียบดังกล่าวอาจถูกบดบังด้วยกำแพงภาษีที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องหาตลาดใหม่ๆ มารองรับเพื่อกระจายความเสี่ยง การอาศัยเพียงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่ได้พูดคุยกันยังไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้เป็นการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่พลิกฟื้นมาวิ่งได้ตามที่คาดหวัง แต่สามารถวิ่งได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพท่ามกลางมรสุมการค้าโลกที่ยังไม่สงบลง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1237059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18zOKBZ4iwWDRK5GhEXJ6G