มาเลเซียเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์-ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมาเลเซียเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ที่มา : สำนักข่าว The Edge Malaysia

รัฐบาลมาเลเซียประกาศแผนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดย ดาโต๊ะ มูฮัมหมัด ยูซุฟ อัปดัล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (MOSTI) ระบุว่า มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสำคัญด้านการทดสอบและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 13 ของตลาดโลก อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก
มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม Front-end มากกว่ากลุ่ม Back-end [1] ดังนั้น จึงจำเป็นที่มาเลเซียจะต้องเร่ง
ปรับกลยุทธ์เพื่อยกระดับขีดความสามารถไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าที่สูงขึ้น เพื่อรักษาศักยภาพทางการแข่งขัน
และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ภายใต้ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Strategy: NSS) และ
การจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนและมุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น การออกแบบวงจรรวม (IC Design) บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) และการพัฒนาขีดความสามารถด้านอื่น ๆ มาเลเซียให้ความสำคัญกับการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งบ่มเพาะบริษัทเทคโนโลยีรายใหม่ ๆ 
และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงภายในประเทศ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มาเลเซียได้มีการเปิดตัวโครงการ “SemiconStart Malaysia” โดยเป็นการดำเนินงานระหว่าง Malaysian Technology Development Corporation (MTDC) และ Silicon Catalyst ของสหราชอาณาจักร เพื่อร่วมจัดทำหลักสูตรบ่มเพาะธุรกิจ ระยะเวลา 260 วัน โดยโครงการดังกล่าวกำหนดเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมในเดือนเมษายนนี้ และจะมีการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2569 มีเป้าหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสูงสุดถึง 1 ล้านริงกิตต่อบริษัท พร้อมจัดหาเครื่องมือออกแบบเทคโนโลยีขั้นสูง และให้คำปรึกษาจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญรวมถึงนักลงทุนระดับโลก โดยมุ่งเน้นในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่นเทคโนโลยีเซนเซอร์ โฟโตนิกส์ ระบบไมโครเครื่องกลไฟฟ้า (MEMS) และเทคโนโลยีควอนตัม
ซึ่งคาดว่า จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของมาเลเซียให้เติบโตยิ่งขึ้น

บทวิเคราะห์ผลกระทบ

1. ด้านสถานะทางเศรษฐกิจและการลงทุน

             การปรับทิศทางนโยบายจากอุตสาหกรรม Back-end มุ่งไปสู่ Front-end มากยิ่งขึ้น จะช่วยให้มาเลเซียปรับเปลี่ยนสถานะจากฐานการผลิตค่าแรงต่ำ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีมูลค่าสูง
ในภูมิภาค รวมทั้งการมุ่งเน้นการออกแบบวงจรรวม (IC Design) และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) 
ของตนเอง ซึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูงและศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) มากขึ้น และสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่าการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว อันจะนำไปสู่การเสริมสร้าง
ความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก

2. ด้านความได้เปรียบทางการแข่งขันในภูมิภาค

             การสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์อย่างครบวงจร จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับมาเลเซีย
ในเวทีการค้าโลก และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้ง
ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการที่มาเลเซียครองส่วนแบ่งการตลาด Back-end ในด้านการทดสอบและบรรจุภัณฑ์อยู่แล้วถึงร้อยละ 13 เมื่อผนวกเข้ากับความพยายามเพิ่มขีดความสามารถใหม่ในการผลิตวัสดุขั้นสูงและนวัตกรรม 
ที่เป็น Front-end จะส่งผลให้มาเลเซียกลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก 
ในอนาคต และจะมีจุดแข็งเหนือประเทศคู่แข่งอื่นในภูมิภาคอาเซียน

3. ด้านตลาดแรงงานทักษะสูง

             นโยบายนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน โดยจะเกิดอุปสงค์มากขึ้น
ในกลุ่มแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) เช่น วิศวกรผู้ออกแบบระบบเซมิคอนดักเตอร์ นักวิจัยวัสดุขั้นสูง และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งโครงการ SemiconStart Malaysia จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ
ที่ช่วยบ่มเพาะและสร้างบุคลากรทักษะสูงขึ้นมา ซึ่งในระยะยาวจะช่วยเพิ่มค่าแรงเฉลี่ยในอุตสาหกรรม
และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ความเห็น สคต.

สคต. เห็นว่า การปรับทิศทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรม
เซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาเลเซียกำลังเร่งสร้างความแตกต่างเพื่อหลีกหนีจากการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยโครงการ “SemiconStart Malaysia” ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและบ่มเพาะธุรกิจให้มีศักยภาพด้านการออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีควอนตัม จะช่วยยกระดับให้มาเลเซียเป็นฐานเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานทางเทคนิคและข้อกำหนด
ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดมาเลเซียมีความเข้มงวดขึ้นในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย
จึงควรเร่งปรับตัวและยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้าให้เท่าทันกับระบบนิเวศนวัตกรรมใหม่ เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันและส่วนแบ่งการตลาดในฐานะคู่ค้าที่สำคัญ

ในมิติของความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย
ต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมาเลเซียพยายามสร้างจุดแข็งเหนือคู่แข่งด้วยเงินทุนสนับสนุนและเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ
กลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมในมาเลเซียอาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนความแม่นยำสูง
หรือวัสดุอุตสาหกรรมขั้นสูง เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่นี้ได้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดและสิทธิประโยชน์ทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนกลยุทธ์การร่วมลงทุนและการขยายฐานการค้าในระดับภูมิภาคต่อไป

 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
 


[1] Front-end semiconductor manufacturing คือ ขั้นตอนการผลิตชิปต้นน้ำ (wafer fabrication) ที่เน้นความแม่นยำสูงบนแผ่นเวเฟอร์ เพื่อสร้างโครงสร้างวงจรไฟฟ้าหลัก เช่น ทรานซิสเตอร์ ประกอบด้วยขั้นตอน การเตรียมเวเฟอร์ การทำลวดลายวงจร การแกะสลัก และการเคลือบ เป็นต้น ขณะที่ Back-end semiconductor manufacturing คือ ขั้นตอนการผลิตขั้นปลายน้ำ โดยนำเวเฟอร์ที่ผ่านการสร้างวงจรเรียบร้อยแล้วมาตัด บรรจุภัณฑ์ และทดสอบคุณภาพ โดยไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิต Back-end ที่สำคัญของโลก 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/st3hfhgozvcmm39clasodn3c&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rYa3vGB8RzRLJpU0ZASub