กรุงฮานอยอนุมัตินโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนใน-5-ภาคส่วนสำคัญกรุงฮานอยอนุมัตินโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนใน 5 ภาคส่วนสำคัญ

กรุงฮานอยอนุมัตินโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนใน 5 ภาคส่วนสำคัญ

image.png

 สภาประชาชนกรุงฮานอยได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนใน 5 สาขายุทธศาสตร์สำคัญ           เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับบทบาทของ  กรุงฮานอยในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ      โดยนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย     เมืองหลวง 2569

ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้ประกอบการเอกชนที่ดำเนินธุรกิจใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว การศึกษาและการฝึกอบรม การสาธารณสุข โลจิสติกส์ และเกษตรกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จะได้รับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเมืองหลวง ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ

  ภายใต้มติดังกล่าว ผู้ประกอบการที่มีสิทธิได้รับการสนับสนุนจะต้องเป็นกิจการที่จดทะเบียนในกรุงฮานอย และไม่มีการถือหุ้นโดยภาครัฐ หรือมีสัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐไม่เกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินธุรกิจใน ใน สาขายุทธศาสตร์ที่กำหนด รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ให้ภาครัฐ การจ้างงาน และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร โดยมีมาตการสนับสนุนได้แก่ 

  1. ด้านการสนับสนุนสถานที่ประกอบธุรกิจ กรุงฮานอยจะให้ความช่วยเหลือผ่านการลดค่าเช่าที่ดินในพื้นที่ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน ภายในนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรม และศูนย์เทคโนโลยี โดยใช้กลไกในลักษณะเดียวกับมาตรการส่งเสริมที่มีอยู่สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรม

  2. ด้านแหล่งเงินทุน ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะสามารถเข้าถึงสินเชื่ออัตราพิเศษจากกองทุนเพื่อการลงทุนและพัฒนานกรุงฮานอย (Hà Nội Development Investment Fund) เพื่อใช้ในการลงทุนด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว โครงการสินเชื่อดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนด้านการส่งออก การเงินในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการนำหลักทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)    มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยกรุงฮานอยจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 70 สำหรับการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับตลาดสากล โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 100 ล้านด่ง (ประมาณ 3,800 เหรียญสหรัฐฯ) ต่อกิจการต่อปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เข้าถึงตลาดใหม่ แหล่งเงินลงทุน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการในต่างประเทศจะได้รับการสนับสนุนร้อยละ 70 ของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ค่าเช่าพื้นที่จัดแสดงสินค้า ค่าออกแบบและก่อสร้างคูหา ตลอดจนค่าขนส่งสินค้า โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านด่งต่อกิจการต่อปี

    มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของกรุงฮานอยในการยกระดับบทบาทของภาคเอกชน                    เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่น และรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน นโยบายนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนธุรกิจของกรุงฮานอยให้มีความแข็งแกร่ง สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองหลวงในระยะต่อไป.

    (จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนของกรุงฮานอยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับภาคเอกชนในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับ   ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นสนับสนุน 5 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว การศึกษาและการฝึกอบรม การสาธารณสุข โลจิสติกส์ และเกษตรกรรมเทคโนโลยี  ขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและเศรษฐกิจสีเขียวของเวียดนาม นโยบายดังกล่าวมีจุดเด่นที่ไม่ได้จำกัดเพียงการให้สิทธิประโยชน์ทางการเงินเท่านั้น        แต่ยังครอบคลุมการสนับสนุนด้านสถานที่ประกอบธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ตลอดจนการสนับสนุนการขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และธุรกิจนวัตกรรมที่มักประสบปัญหาด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดสากล นอกจากนี้ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องมีบทบาทในการสร้างรายได้ภาครัฐ การจ้างงาน และ  การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ยังสะท้อนถึงความพยายามของทางการฮานอยในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรทางธุรกิจ แต่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ซึ่งนโยบายดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ การศึกษา          การท่องเที่ยว การเกษตรเทคโนโลยี และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว สามารถขยาย           ความร่วมมือหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นในกรุงฮานอยได้มากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการเวียดนามที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจะมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการและขยายกิจการเพิ่มขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดมากขึ้น   ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศในอนาคต     อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ความโปร่งใสในการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ และความสามารถในการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายนี้จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจในกรุงฮานอย และสนับสนุนเป้าหมายของเวียดนามในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมสูง มีความยั่งยืน          และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/osit95di8e1k4bpozny18l7y&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z-mJzq3uR3MKqPgykT3Eg