‘เอกนิติ’-ยกเครื่อง-กรอ.-จากเวทีรับฟังเอกชน-สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน-12-ปี‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

‘เอกนิติ’ ยกระดับ กรอ. จากเวทีรับฟังข้อเสนอ สู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐ-เอกชน พร้อมตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันไทยเข้าสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

วันนี้ (22 มิถุนายน) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยเผยว่า กรอ. ชุดใหม่จะถูกยกระดับจากเวทีรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน ไปสู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน

โดยมุ่งให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง มีหน่วยงานเจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน

ดร.เอกนิติ ระบุว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญว่า จะสร้างการเติบโตจากอะไร และจะทำให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

โดย กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวมากกว่า 3% จากระดับปัจจุบันที่ราว 2.7% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์หลัก

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนพบว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาส แต่เกิดจากคอขวดหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้เชื่อมโยงไทยกับตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับประสิทธิภาพของระบบราชการ

ด้วยเหตุนี้ กรอ. ชุดใหม่จึงกำหนดกรอบการทำงานผ่าน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ประกอบด้วย

  1. New Economy & Infrastructure Engine มุ่งสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, ยานยนต์แห่งอนาคต และพลังงานสะอาด
  2. Trade & Localization Engine มุ่งเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก ควบคู่กับการกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยว สินค้าและบริการไทย อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต รวมถึง Soft Power
  3. People Engine มุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การ Upskill-Reskill และการพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

ส่วนเครื่องยนต์สุดท้าย

4.Government Engine เปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต จะเน้นการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น พัฒนารัฐบาลดิจิทัล และปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐให้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น

ตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด เร่ง Quick Big Win

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงานในระยะเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน

ดร.เอกนิติระบุว่า หัวใจสำคัญของ กรอ. ชุดนี้ คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยทุกข้อเสนอจะต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ มีแผนการดำเนินงาน และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังระบุอีกว่า จะมุ่งผลักดันการแก้ปัญหาคอขวดด้านการลงทุนของประเทศ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน และการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism, Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy เพื่อสร้างการลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ คุณค่าใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target, Transition, Transformation, Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกด อุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด

ดร. เอกนิติ กล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekaniti-jppcc-thailand-high-income/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yvBS2Dlpn-urxRtFG8vLv