‘เศรษฐกิจ’ฝากความหวังการลงทุน-เร่งรัฐบาลปลดล็อคอุปสรรค‘เศรษฐกิจ’ฝากความหวังการลงทุน เร่งรัฐบาลปลดล็อคอุปสรรค

การลงทุนเป็น 1 ในเหตุผลสำคัญที่ Moody’s ประกาศเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย (Outlook) จากระดับเชิงลบ (Negative Outlook) ขึ้นมาระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1 เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569

สำหรับการปรับมุมมองเชิงบวกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นสมดุลความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นของสถาบันระดับโลกที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” สะท้อนการประเมินของ Moody’s ถึงโมเมนตัมการลงทุนที่เริ่มฟื้นตัว ช่วยลดความเสี่ยงที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต่อเนื่องในแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของไทย

ขณะที่เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานถึงอานิสงส์จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงขึ้น ซึ่งปี 2568 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 11% และมีมูลค่าเงินลงทุน 1.87 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% 

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดจากการลงทุนในกิจการ Data Center สะท้อนการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่สูงขึ้นทั่วโลก และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการยกระดับสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น 

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยสำคัญจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐทำให้นักลงทุนเร่งปรับตัวทางธุรกิจและกระจายฐานการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้นักลงทุนสนใจแสวงหาโอกาสการลงทุนในเอเชียมากขึ้น

ช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ถาครัฐได้ขับเคลื่อนมาตรการ Thailand Fast Pass ที่ช่วยเร่งให้เกิดการลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ซึ่งการลงทุนถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวของไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของ BOI

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนจะดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาไทย เพื่อสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น วิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต ช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป

รวมทั้งต่อยอดอุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เร่งผลักดันนโยบายที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand Fast Pass ที่จะผลักดันการลงทุนวงเงิน 4.8 แสนล้านบาท

รวมถึงการเร่งเครื่องกระตุ้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลและภาครัฐ สามารถดำเนินการเร่งขับเคลื่อนการลงทุนได้เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง

รายงานข่าวระบุว่า โครงการ Thailand FastPass ทำต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้วได้ทันที โดยช่วยขับเคลื่อนให้เม็ดเงินลงทุนลงระบบเศรษฐกิจได้ในปี 2569 ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในและต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยมีจุดแข็ง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เกษตรสมัยใหม่

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ 95% ของวงเงินลงทุน 2.4 แสนล้านบาท โดย สคร.เกาะติดการเบิกจ่ายงบลงทุนผ่านผู้แทนกระทรวงการคลังในทุกเดือน ซึ่งปี 2568 สคร.ติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจส่งผลให้ยอดการเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายที่ 95.7% 

นอกจากนี้ BOI กำหนดแนวทางการดึงการลงทุนในปี 2569 รวม 3 แนวทาง ดังนี้

1.การดึงการลงทุนคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Growth Engine) ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในอนาคต

2.การยกระดับปัจจัยแวดล้อม หรือระบบนิเวศเพื่อเอื้อให้เกิดการลงทุนเช่น พลังงานสะอาด และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคกับการลงทุนให้ดำเนินการเร็วขึ้น รวมถึงการประสานกระทรวงพลังงานเพื่อเตรียมหลักเกณฑ์ในการเตรียมความพร้อมพลังงานสะอาด เช่น ผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Utility Green tariff : UGT)

3.การเร่งให้เกิดการลงทุนจริงผ่านกลไก Thailand Fast Plus ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อกำหนดหลักการในการทำงาน เกี่ยวกับระยะเวลาในการอนุมัติอนุญาตร่วมกัน เพื่อลดระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เป็นสัญญาณบวกจาก Moody’s เริ่มมีมุมมองต่อไทยทิศทางดีขึ้น โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากการเดินสายสร้างความเชื่อมั่นของทีมเศรษฐกิจ นำโดยนายเอกนิติ

ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นว่าราคาพลังงานยังเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต้นทุนการผลิตทุกอุตสาหกรรม แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย แต่คำถามคือเพียงพอแล้วหรือไม่เมื่อเทียบกับภาระที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังเป็นโจทย์เก่าต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มหดตัวและโรงงานหลายแห่งกังวลสถานการณ์ยืดเยื้อ

ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางกระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบต้นทาง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก แม้จะเริ่มเจรจานำเข้าแอมโมเนียหรือยูเรียจากรัสเซียเพื่อทดแทน แต่ประเด็นสำคัญคือจะเข้ามาทันเวลาหรือไม่

กรณีศึกษาที่น่ากังวลคือการขนส่ง Naphtha ของกลุ่ม SCG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งผันผวนสูงจากการเปิด-ปิดช่องแคบเป็นรายวัน แม้มีเรือหลุดรอดมาได้ แต่หาก Supply Chain ไม่ต่อเนื่องจะทำให้ภาคการผลิตเดินเครื่องไม่ได้เต็มที่ทำให้ราคาวัตถุดิบอยู่ระดับสูง

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูสับสนและมีข้อพิพาทหลายด้าน ซึ่งบั่นทอนความมั่นใจของนักลงทุนและประชาชน รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดความฮึกเหิม หากทุกคนถอดใจหรือพยายามหนี เศรษฐกิจจะยิ่งเหนื่อย เราต้องช่วยกันเชียร์ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้ทั้งธุรกิจและแรงงานอยู่รอด” นายเกรียงไกร กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ce79ZIGC9nFZ9fK61h6Dh