“เนสไลน์” (NEZLINE) ภายใต้การบริหารของ “ไฉไล อินเตอร์เทรด” คือหนึ่งในแบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยที่เติบโตแบบเงียบ ๆ
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ วันนี้ เนสไลน์ ขึ้นมาเป็น “ตัวเลือกใหม่” ของตลาดสแน็ค ด้วยสินค้าเรือธงอย่าง OAT CHOCO ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่งที่หลายคนกิน แต่ไม่รู้ว่าเป็นของแบรนด์นี้
ปัจจุบัน มีสินค้ากว่า 70 SKU ทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ และสินค้า Own Brand วางขายครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์
เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที สู่ธุรกิจขนมร้อยล้าน
“ไฟซอล เจ๊ะอุมา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นบริษัทฯ ไม่ได้มาจากสายอาหารหรือขนม แต่เป็นธุรกิจนำเข้า Gadget และสินค้าไอที จนช่วง Covid-19 สินค้าไอทีชะลอตัว
แต่ทีมผู้บริหารเห็นโอกาสใน “ขนม” ที่เป็นสินค้าที่คนซื้อกินทุกวัน และยังมีช่องว่างในตลาด เลยลองลงทุนด้วยเงินแค่ 20,000 บาท นำเข้าขนมจากต่างประเทศมาขายผ่าน Shopee และ Lazada ผลคือ “สินค้าติดตลาด” จึงเบนเข็มทำธุรกิจสแน็คแทน และเริ่ม ขยายธุรกิจผ่านการทำแบรนด์ตัวเอง และจ้างผลิต (OEM) โรงงานขนมโดยตรง
OAT CHOCO จุดพลุปั้นแบรนด์ดัง
เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า ฮีโร่โปรดักส์สร้างชื่อให้กับเนสไลน์ คือ “OAT CHOCO” จนในปี 2566 ดันรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท และสร้างการจดจำแบรนด์ในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ก็มี “บทเรียนราคาแพง” เพราะไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) ตั้งแต่แรก ทำให้คู่แข่งเข้ามาเพียบ หลังจากนั้น บริษัทจดทะเบียนแบรนด์ทันทีในสินค้าถัด ๆ มา เช่น นูกัตโตะ (NOUGATTO)
พลิกเกมจากขายออนไลน์สู่ Modern Trade ดันรายได้ 300 ล้านบาท/ปี
อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงแรกเนสไลน์เติบโตจากการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก โดยทีมผู้บริหารไม่เคยไลฟ์สดขายสินค้าแต่เลือกใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นราคาเป็นตัวขับเคลื่อน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจับมือกับ distributor อย่าง บริษัทเพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) ที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ทำให้สินค้าเราขยายช่องทางจัดจำหน่ายสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศกว่า 22,000 แห่ง
“การกระจายสินค้าจำหน่ายผ่าน distributor ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2568 ยอดขายมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท”
ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 70% ขณะที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปและกลุ่มคนทำงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 80% ของยอดขายรวม”
อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การตั้งทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ สร้างคอนเทนต์สื่อสารผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่
เมธัส ระบุว่า ปีที่ผ่านมาการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นช่วยสร้าง Brand Awareness และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลองสั่งซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รับมือความท้าทาย พร้อมทะยานสู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท
แม้ในปี 2569 จะเผชิญกับภาวะต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 37% จากวิกฤตราคาเม็ดพลาสติกโลก แต่เนสไลน์ยังคงยึดมั่นในนโยบาย “ตรึงราคา” เพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่เฉลี่ย 5-10 SKU ต่อปี
ควบคู่กับกลยุทธ์ “ขายทุกไซส์” ช่วยผู้บริโภคซื้อคล่อง-คุ้มค่า ทุกไลน์สินค้าของเนสไลน์ เราไม่จำกัดราคาแบบตลาดขนมทั่วไป แต่เลือกวางกลยุทธ์สินค้าหลายขนาด หลายราคา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และสร้างการซื้อซ้ำ
รวมไปถึงเน้นแนวคิด “ขนมแบ่งปัน” ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ให้สินค้าได้รับความนิยม โดยเฉพาะสินค้าแบบ multi-piece ยกตัวอย่าง ซื้อนูกัตโตะขนาด 50 กรัมในซองนั้นมีขนมบรรจุแยกจำนวน 5 ชิ้น สามารถแบ่งเพื่อนรับประทานได้ รวมถึงขนาดพกพาสะดวกจึงเจาะฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี
“เราไม่ได้อยากเป็นแค่แบรนด์ขนมนำเข้า แต่เราต้องการเป็น Trendsetter ที่สร้างตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับตลาด ตั้งเป้าดันเนสไลน์มุ่งสู่ยอดขาย 1,000 ล้านภายในปี 2573″ ไฟซอล กล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1570773&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qQdYkS0hDgtws88d1ZYZ3


