วิกฤติฝรั่งเศส-‘รัฐสวัสดิการร้าว’-เตือน-‘ไทย’-ถอดบทเรียน-จัดงบสมดุล-–-รักษาวินัยการคลังวิกฤติฝรั่งเศส ‘รัฐสวัสดิการร้าว’ เตือน ‘ไทย’ ถอดบทเรียน จัดงบสมดุล – รักษาวินัยการคลัง

“ฝรั่งเศส” ระอุม็อบนักเรียนลามทั่วประเทศ เปิดรอยร้าว “รัฐสวัสดิการ” เผชิญวิกฤติหนัก เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สาธารณะจ่อแตะ 120% ของจีดีพี รายจ่ายรัฐสูงลิ่ว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพแพง บริการสาธารณะถดถอย “นักวิชาการ-นักเศรษฐศาสตร์” เตือนไทยถอดบทเรียนฝรั่งเศส อย่ามองข้ามงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง หวั่นลามเศรษฐกิจทั่วยูโรโซน แนะไทยต้องจัดงบประมาณให้สมดุล ไม่ละเลยปากท้อง สังคม

  • เปิดวิกฤติฝรั่งเศส ต้นตอจากการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเกือบ 120% ของจีดีพี
  • ผลจากรายจ่ายรัฐสวัสดิการที่สูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้คุณภาพบริการสาธารณะตกต่ำลงจนเป็นชนวนการประท้วง
  • การขาดวินัยทางการคลังทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลฝรั่งเศสสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชน
  • อดีตผู้ว่าฯ ธปท. – นักเศรษฐศาสตร์เตือนไทยถอดบทเรียนจากฝรั่งเศส โดยเฉพาะการเมืองที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง อาจนำไปสู่วิกฤติความเชื่อมั่น และปัญหาการคลังในระยะยาว

ฝรั่งเศสลุกเป็นไฟจากเสียงประท้วงนักเรียนมัธยมที่ทนไม่ไหวกับห้องเรียนทรุดโทรม และครูขาดแคลน กลับจุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมทั่วประเทศจนประชาชน 500,000 คน ลงถนนประท้วงค่าครองชีพพุ่งสูงสวนทางกับคุณภาพบริการสาธารณะย่ำแย่

สถานการณ์บางพื้นที่บานปลายเป็นเหตุปะทะกับตำรวจ ปล้นสะดมร้านค้า และเผาอาคารสาธารณะมีผู้ถูกจับกุม 1,800 คน ท่ามกลางคำถามที่ดังขึ้นว่าเหตุใดประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ระบบรัฐสวัสดิการอย่างฝรั่งเศส” จึงเผชิญความไม่พอใจจากประชาชนรุนแรง

เบื้องหลังความไม่สงบครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาการศึกษา และค่าครองชีพ แต่สะท้อน “วิกฤติเศรษฐกิจ และการคลัง” ที่กัดกร่อนรากฐานรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส ซึ่งเผชิญคำถามสำคัญว่า รัฐจะหาเงินจากที่ใดมารักษาสวัสดิการเหล่านี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตต่ำ

  • เศรษฐกิจโตต่ำ แต่รัฐใช้เงินมหาศาล

ปัญหาเศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่ประเทศหยุดเติบโต แต่เป็น “การเติบโตที่ไม่เพียงพอ” จะรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐที่สะสมมานาน
ข้อมูลองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของจีดีพีปี 2025 ขณะที่หนี้สาธารณะสูง “พุ่งเป็นเกือบ 120% ของจีดีพี” ปัจจุบันเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย “เพียง 1.4%” นับตั้งแต่ปี 2023

ขณะที่รายจ่ายภาครัฐของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 57% ของจีดีพี สะท้อนบทบาทของรัฐที่มีขนาดใหญ่ในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบำนาญ สาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม

ปัญหาสำคัญคือ รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุล และยิ่งก่อหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ภาษีจึงขยายตัวจำกัด ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการ และภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

  • ‘ระบบบำนาญ’ จุดเปราะบางรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส

หนึ่งในปัญหาที่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังมากที่สุด คือ “ระบบบำนาญ” เนื่องจากฝรั่งเศสกำลังเผชิญ “สังคมสูงวัย” ประชาชนอายุยืนขึ้น ทำให้รัฐจ่ายเงินบำนาญนานขึ้น ขณะที่ประชากรวัยทำงาน ซึ่งเป็นผู้เสียภาษี และสมทบเงินเข้าระบบไม่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผลักดันการปฏิรูประบบบำนาญ ทยอยเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 ปีเป็น 64 ปี แต่เผชิญแรงต่อต้านหนักจากประชาชน และพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล วิเคราะห์ผ่านบทความ What’s the Matter With France? เมื่อวันที่ 8 ต.ค.69 ว่า ปัญหาสำคัญของฝรั่งเศสคือ ความยากลำบากในการยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับระบบเกษียณอายุ

  • เก็บภาษีหนัก แต่เงินในกระเป๋าหด

ท่ามกลางบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ และมีคุณภาพถดถอย ชาวฝรั่งเศสต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตราปกติ 20% ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด 45% และภาษีนิติบุคคลอัตราปกติ 25%

สะท้อนความย้อนแย้งว่า เหตุใดจ่ายภาษีสูง แต่กลับได้รับบริการจากรัฐที่ด้อยลง

ความไม่พอใจเรื่องภาษี และค่าครองชีพเคยปะทุเป็นม็อบ “เสื้อกั๊กเหลือง” ปี 2018 จากการต่อต้านการขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายเป็นการประท้วงความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมฝรั่งเศส

  • ‘หนี้ท่วม’ จนรัฐบาลไม่มีเงินดับไฟประท้วง

ในอดีต เมื่อฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงขนาดใหญ่ รัฐบาลมักเลือกใช้งบประมาณเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน ทั้งเพิ่มเงินช่วยเหลือหรือขยายบริการสาธารณะ แต่สถานการณ์ครั้งนี้ต่างไปเพราะรัฐบาลเผชิญข้อจำกัดทางการคลังหนัก

หลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำช่วยให้ฝรั่งเศสกู้ยืมเงินได้ด้วยต้นทุนไม่สูงนัก แม้หนี้สาธารณะจะเพิ่มต่อเนื่อง แต่หลังการระบาดโควิด-19 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น

นักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสสูงขึ้น เมื่อเทียบพันธบัตรเยอรมนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญของยุโรป สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมหนี้

โดยยิ่งรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ก็ยิ่งเหลือเงินน้อยลงสำหรับการศึกษา สาธารณสุข และบริการสาธารณะอื่น

  • การเมืองแตกแยก ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ

ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสซับซ้อนขึ้นจากความแตกแยกทางการเมือง ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2027 ฝ่ายขวาจัดให้ความสำคัญการควบคุมผู้อพยพ อัตลักษณ์ชาติ และการปรับเงื่อนไขสวัสดิการ ฝ่ายซ้ายเรียกร้องเพิ่มลงทุนบริการสาธารณะ กระจายความมั่งคั่ง และคุ้มครองสิทธิแรงงาน

ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า ฝรั่งเศสควรลดหนี้อย่างไร แต่รวมถึงคำถามว่า ใครควรเป็นผู้แบกรับต้นทุนการแก้ปัญหา ระหว่างผู้เสียภาษี ผู้รับบำนาญ คนทำงาน หรือคนรุ่นใหม่

หากรัฐบาลขึ้นภาษีอาจกระทบกำลังซื้อ และการลงทุน แต่หากลดรายจ่ายเสี่ยงเผชิญการประท้วงเพิ่ม ขณะที่การปฏิรูประบบบำนาญยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ความไม่แน่นอนทำให้ภาคธุรกิจลังเลลงทุนมาก และเพิ่มอุปสรรคการฟื้นเศรษฐกิจ

  • เตือนไทยอย่ามองข้ามงบขาดดุลเรื้อรัง

นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นตอการประท้วงในฝรั่งเศสมาจากขาดดุลการคลังเรื้อรังระดับสูง หลังฝรั่งเศสใช้นโยบายขาดดุล 5% ต่อจีดีพี หลายปีทำให้หนี้สาธารณะแตะ 120% ต่อจีดีพี

สาเหตุวิกฤติเกิดจากภาวะ Short-termism หรือการเมืองมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์ระยะสั้น ละเลยผลกระทบการคลังระยะยาว เมื่อรัฐบาลขาดดุลเรื้อรังจนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นเสถียรภาพการคลัง มีผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ฝรั่งเศสจึงสูงถึง 1.3% ในไม่กี่สัปดาห์ไปแตะ 5%

ขณะที่ ต้นทุนกู้ยืมเพิ่มเร็วกระทบรุนแรงต่องบประมาณ รายจ่ายดอกเบี้ยรัฐบาลฝรั่งเศสสูงแซงงบประมาณรายจ่ายการศึกษา กระทบต่อระบบสาธารณะ และชีวิตประชาชน โดยรัฐขาดงบประมาณจ้างครู คุณภาพสถานศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวกถดถอย ซึ่งปัญหาการคลังที่สะสมสะท้อนเป็นวิกฤติสังคม และเป็นชนวนการประท้วง

  • แนะไทยถอดบทเรียน หวั่นลุกลามทั่วยูโรโซน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นบทเรียนสำคัญด้านการจัดสรรทรัพยากร และการบริหารงบประมาณของประเทศ โดยฝรั่งเศสเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และการป้องกันประเทศในระดับสูงมาก ขณะที่งบประมาณการศึกษา และสังคมไม่ได้เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และสังคมไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จนเกิดปฏิกิริยาทางสังคมตามมา

“อย่างฝรั่งเศสเป็นบทเรียนอันหนึ่งที่พบว่า เขาไปเพิ่มเรื่องงบประมาณกลาโหม หรือการป้องกันประเทศสูงมาก ขณะเดียวกันงบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา หรือเรื่องทางสังคมมันไม่เพิ่มเลย แล้วก็องคาพยพ หรือว่าโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา กับสังคมนี้ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ก็เกิดปฏิกิริยาทางสังคมขึ้นมา”

  • “ศุภวุฒิ” ชี้หนี้สาธารณะฝรั่งเศสน่าห่วง

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึง สถานการณ์เศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ซึ่งปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ใกล้ 5% 

ขณะที่ หนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูงกว่า 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)สะท้อนความท้าทายในการจัดการปัญหาการคลังของประเทศ

ปัญหาสำคัญฝรั่งเศสคือ การขาดดุลงบประมาณ ขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดเพิ่มรายได้ เนื่องจากจัดเก็บภาษีระดับสูงกว่า 40% ของ GDP แล้ว ทำให้การขึ้นภาษีเพิ่มเติมทำได้ยาก ทางเลือกที่เหลือคือ ลดรายจ่ายภาครัฐ แต่กลับเผชิญแรงต้านจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้มีการตัดลดผลประโยชน์ของตนเอง

อีกปัญหาสำคัญอยู่ที่ภาคการเมือง นักการเมืองฝรั่งเศสไม่กล้ายอมรับความจริง ไม่กล้าพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างอย่างแท้จริง เนื่องจากอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้การผลักดันมาตรการที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาการคลังเป็นเรื่องยาก เพราะการลดรายจ่ายกระทบต่อผลประโยชน์ประชาชน 

ขณะที่การเพิ่มภาษีก็มีข้อจำกัดจากระดับการจัดเก็บภาษีที่สูงอยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถเพิ่มรายได้ได้ง่าย และการลดรายจ่ายเผชิญแรงต่อต้าน ปัญหาการขาดดุลงบประมาณจึงยังคงเป็นโจทย์สำคัญของฝรั่งเศส

ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝรั่งเศส แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศอื่นในยูโรโซนได้ โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งมีปัญหาหนี้สาธารณะเช่นเดียวกัน หากตลาดขาดความเชื่อมั่นและผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจดึงให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีสูงขึ้นตามไปด้วย

  • หวั่นฝรั่งเศสลามกระทบรุนแรงทั้งยูโรโซน

ดร.ศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ที่ต้องจับตาสถานการณ์ฝรั่งเศสว่า เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก หากเกิดปัญหารุนแรงก็จะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งยูโรโซน

ในกลุ่มประเทศยูโรโซน เยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด รองลงมาคือฝรั่งเศส และอันดับสามคืออิตาลี อย่างไรก็ตาม ทั้งฝรั่งเศสและอิตาลีกำลังเผชิญสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สินที่ไม่น่าไว้วางใจนัก

กรณีของฝรั่งเศสปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 100% ของจีดีพีการขาดดุลงบประมาณ ข้อจำกัดในการเพิ่มภาษี และแรงต่อต้านต่อมาตรการลดรายจ่าย การปฏิรูปโครงสร้างยังติดข้อจำกัดการเมือง หากปัญหายังยืดเยื้อจนกระทบความเชื่อมั่นของตลาดมีความเสี่ยงที่แรงกดดันจะขยายไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งมีปัญหาหนี้สาธารณะเช่นกัน

“ต้องจับตาฝรั่งเศสเป็นพิเศษ เพราะด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน หากฝรั่งเศสเกิดปัญหารุนแรง ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่สามารถสะเทือนไปทั่วทั้งยูโรโซนได้”

  • “พิพัฒน์”ชี้จับตาแผนงบประมาณฝรั่งเศส

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ และอัตราผลตอบแทน Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากระดับหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหนี้ของฝรั่งเศสอยู่ในระดับปัจจุบันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ปัจจัยที่กระตุ้นให้ตลาดกลับมาให้ความสนใจและกังวลมากขึ้น คือการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลต่อการประเมินความเสี่ยงทางการคลังของประเทศ

ประเด็นที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยนักลงทุนต้องการทราบว่าผู้สมัครที่มีคะแนนนำในผลสำรวจความคิดเห็น หรือโพลเลือกตั้ง จะนำเสนอนโยบายงบประมาณและมาตรการทางการคลังอย่างไร โดยเฉพาะแนวทางที่จะทำให้รัฐบาลสามารถลดการขาดดุลงบประมาณได้อย่างจริงจัง

ความกังวลของตลาดยังครอบคลุมถึงความสามารถของรัฐบาลในการชำระหนี้ในอนาคตด้วย นักลงทุนจึงต้องการเห็นความชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีมาตรการจัดการการคลังอย่างไร และมีความจริงจังเพียงใดในการลดการขาดดุล ทั้งการลดรายจ่ายรัฐ การเพิ่มรายได้

“ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองเป็นสำคัญ ว่าจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาการคลังได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการลดรายจ่าย หรือเพิ่มรายได้จะเป็นแนวทางพื้นฐานในการลดการขาดดุล แต่การดำเนินการจริงอาจเผชิญแรงต้านทางการเมือง หากมาตรการนั้นไม่เป็นที่พอใจของประชาชน”
 

สำหรับฝรั่งเศส สถานการณ์ระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการนำเสนอแผนงบประมาณและมาตรการลดการขาดดุลที่ตลาดสามารถเชื่อถือได้ การเลือกตั้งปีหน้า จึงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม เพราะผลเลือกตั้ง และแนวนโยบายผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศมีผลต่อการประเมินความเสี่ยงการคลังในอนาคต

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1257011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kaRRKdWMjql6SHWIoXc0R