ร่างพรบ.เศรษฐกิจหมุนเวียนฯความหวังลดขยะ28ล้านตัน-|-เดลินิวส์ร่างพ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียนฯความหวังลดขยะ28ล้านตัน | เดลินิวส์

ประเทศไทยสร้างขยะ 27-28 ล้านตัน มากกว่าครึ่งหนึ่ง ถูกกำจัดด้วยวิธีฝังกลบหรือเผาอย่างไม่ถูกหลักวิชาการ ขณะที่สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศกว่า 2,057 แห่ง มีเพียง 6% เท่านั้นที่ดำเนินการถูกต้องตามมาตรฐาน ส่วนบ่อขยะที่ดำเนินการไม่ถูกต้องกว่า 1,965 แห่งทั่วประเทศ ได้สร้างความเสียหายทั้งด้านมลพิษน้ำผิวดิน มลพิษอากาศ มลพิษดินและน้ำใต้สูงถึง 387,000 ล้านบาท และการฟื้นฟูบ่อขยะให้ได้มาตรฐานต้องใช้งบประมาณอีกกว่า 114,000 ล้านบาท ณขะที่การใช้ทรัพยากรต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 6.7 ตันต่อคนในปี 2543 เป็น 11.7 ตันต่อคนในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นถึง 73% ในรอบ 20 ปี
จากข้อมูลเครือข่ายภาคประชาชนเครือข่าย Thailand Circular Economy ระบุว่า ปัญหานี้มาจากโครงสร้างกฎหมายไทยที่ยังผูกติดอยู่กับระบบ “ใช้แล้วทิ้ง” และมุ่งจัดการขยะที่ปลายทางเป็นหลัก โดยใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่มีกลไกจัดการทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 7,850 แห่งทั่วประเทศ

จะเกิดอะไรหลังมีกฎหมาย

สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน นำโดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เชิงนโยบาย การจัดการขยะและของเสียอันตราย และการจัดการสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายนักกฎหมายที่ศึกษาประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างมานานกว่า 6 ปี ผนึกกำลังกับภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ธุรกิจเพื่อสังคม และสื่อสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 28 องค์กร ได้ยื่น “ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. … (ฉบับประชาชน)” ต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงแค่ “การจัดการขยะ” แต่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทรัพยากรทั้งระบบ
EPR (Extended Producer Responsibility) ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบขยะจากบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต โดยจ่ายค่าธรรมเนียมให้องค์กรจัดการ (PRO) เพื่อสนับสนุนระบบรีไซเคิลทั่วประเทศ แทนที่จะปล่อยภาระไว้ให้ท้องถิ่นและประชาชนแบกรับเหมือนที่ผ่านมา
Eco-design บังคับและส่งเสริมให้ผู้ผลิตออกแบบสินค้าด้วยวัสดุเดี่ยว (mono-material) ที่รีไซเคิลง่าย ลดบรรจุภัณฑ์ฟุ่มเฟือย และกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ
Eco-modulation fee ปรับค่าธรรมเนียมตามความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์ สินค้าที่ห่อเยอะ ห่อซ้ำซ้อน หรือใช้วัสดุรีไซเคิลไม่ได้ ต้นทุนจะสูงขึ้น ขณะที่สินค้าที่ออกแบบให้ลดวัสดุหรือรีไซเคิลง่ายจะมีต้นทุนต่ำลง
DRS (Deposit Refund System) ระบบมัดจำคืนเงินบรรจุภัณฑ์ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 81 ของร่างกฎหมาย ผู้บริโภคจะถูกเก็บเงินมัดจำตอนซื้อเครื่องดื่ม และได้เงินคืนเมื่อนำขวดหรือกระป๋องไปคืนตามจุดบริการ
PAYT (Pay As You Throw) เปลี่ยนจากระบบเก็บค่าขยะแบบเหมาจ่ายเท่ากันทุกครัวเรือน มาเป็นการเก็บค่าบริการตามปริมาณขยะที่ทิ้งจริง สร้างแรงจูงใจให้คนคัดแยกและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง
Right to Repair สิทธิในการซ่อมสินค้า ห้ามออกแบบให้พังเร็วเกินความจำเป็น เพื่อยืดอายุการใช้งานสินค้าและลดขยะจากการซื้อใหม่ซ้ำๆ
Right to Refuse Packaging ผลักดันให้ร้านค้าต้องมีระบบเติมสินค้า (refill) เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค
รวมถึงการแบนวัสดุ (Material Bans) ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายวัสดุและบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวทิ้งที่ย่อยสลายยากและมีอัตราการรีไซเคิลต่ำ เช่น กล่องโฟม พลาสติก โดยมาตรการภาคบังคับจะเริ่มที่ธุรกิจรายใหญ่ก่อน ไม่กระทบ SME ในทันที
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเสนอให้ยกระดับกรมควบคุมมลพิษเป็น “กรมควบคุมมลพิษและหมุนเวียนทรัพยากร” ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางแบบ one-stop regulator ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และจัดตั้ง “กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน” ซึ่งมีรายได้หลักจากเงินสมทบการใช้วัสดุใช้ครั้งเดียวทิ้งและเงินมัดจำจากระบบ DRS ที่ไม่มีผู้ขอคืน เพื่อนำไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้ซ้ำ ซ่อมแซม รีไซเคิล งานวิจัยนวัตกรรม และช่วยลดผลกระทบช่วงเปลี่ยนผ่านให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน
ในมาตรา 64 วรรคสาม ยังกำหนดให้ผู้ผลิตต้องร่วมจ่ายค่าเก็บและคัดแยกขยะให้กับ อปท. อย่างเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการจัดการขยะที่ท้องถิ่นแบกรับอยู่ในปัจจุบัน

กรุงเทพฯต้นแบบไม่เทรวม

กทม.ได้เริ่มทดลองกลไกบางส่วนผ่านโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม” โดยครัวเรือนที่คัดแยกขยะและมีปริมาณไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน จะได้ลดค่าธรรมเนียมจาก 60 บาทต่อเดือน เหลือ 20 บาทต่อเดือน ส่วนสถานประกอบการที่สร้างขยะมากจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณ ช่วยค่ากำจัดขยะของ กทม.ไปได้ถึง 973 ล้านบาท ขณะที่ท้องถิ่นในจังหวัดอื่นไม่สามารถทำแบบเดียวกันได้ เพราะไม่มีอำนาจปกครองตนเองเทียบเท่า กทม. ปัจจุบันกฎกระทรวงกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมเก็บขยะไว้ที่ขั้นต่ำ 20 บาทต่อเดือน และไม่เกิน 65 บาทต่อเดือน ข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปี 2564 ชี้ว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมเก็บขยะของท้องถิ่นต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บจริงถึง 4,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 17% ของรายจ่ายทั้งหมด ทำให้รัฐต้องนำงบประมาณรายปีมาอุดช่องโหว่นี้อย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อธุรกิจ

ข้อกังวล กฎหมายนี้จะทำให้สินค้าแพงขึ้นหรือไม่ คำตอบจากเครือข่ายผู้เสนอกฎหมายคือ ในระยะสั้นผู้ผลิตอาจส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภค แต่ในระยะยาวผลกระทบมักเป็นกลางหรือเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะช่วยลดต้นทุนสาธารณะที่รัฐและประชาชนต้องแบกรับอยู่แล้วปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้วัสดุน้อยลงและรีไซเคิลง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ร่างกฎหมายใช้หลัก “เกณฑ์ขั้นต่ำ” ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่มีปริมาณจำหน่ายต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับการยกเว้นหรือผ่อนปรน

ปัญหาขยะของไทยไม่ได้เกิดจากที่ประชาชน ไม่คัดแยกขยะ แต่เกิดจาก “ระบบ” ที่ไม่เอื้อ ขณะนี้เครือข่าย Thailand Circular Economy กำลังรวบรวมรายชื่อประชาชน 100,000 คน เพื่อผลักดันให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเป็นทางการ เชิญชวนคลิกที่เว็บไซต์ https://thailandcenetwork.org/ ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้ามาลงชื่อแล้วกว่า 16,000 คน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6145394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SpL03KOaI-wVR6hocPAwH