ที่มา : สำนักข่าว Free Malaysia Today
ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของมาเลเซีย
ได้นำเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต่อรัฐสภา โดยตั้งกรอบวงเงินงบประมาณแบบขาดดุล
แบบขยายตัวที่ 4.598 แสนล้านริงกิต (ประมาณ 3.789 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการเพิ่มงบรายจ่าย
เพื่อกระตุ้นรายได้ของครัวเรือนและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางแรงกดดันทางการคลัง
จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์เน้นย้ำว่า นโยบายการบริหารเศรษฐกิจ
จะไม่มุ่งเน้นเพียงแค่ตัวเลขการเติบโตในภาพรวมเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างหลักประกันว่าความมั่งคั่ง
ทางเศรษฐกิจจะถูกกระจายลงสู่ประชาชนทุกระดับอย่างแท้จริง เพื่อให้ชาวมาเลเซียมีเงินออมเพิ่มขึ้น
แรงงานได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม และธุรกิจขนาดเล็กสามารถเติบโตได้
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ ได้ประกาศมาตรการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเศรษฐกิจของมาเลเซีย 3 มาตรการ ได้แก่
-
รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 1,700 ริงกิต เป็น 2,000 ริงกิตต่อเดือน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายนปีหน้า
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) ที่มีรายได้ต่ำกว่า 50 ล้านริงกิตต่อปี
จะได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้มาตรการนี้เป็นการชั่วคราว -
แผนการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือและกลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ให้อยู่ที่ 2,500 ริงกิต
ต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับทักษะและความสามารถ -
รัฐบาลประกาศขยายเพดานการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 9,000 ริงกิต เป็น 12,000 ริงกิต
ต่อปี ซึ่งถือเป็นการปรับฐานครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553
รัฐบาลมาเลเซียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับร้อยละ 4.2 ถึง 5.2 ในปี 2570
โดยได้รับการสนับสนุนหลักส่วนหนึ่งจากเงินปันผลของบริษัทเปโตรนาส (Petronas) บริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่เตรียมนำส่งรายได้ให้แก่รัฐบาลสูงถึง 3.2 หมื่นล้านริงกิต
ทั้งนี้ แม้จะมีภาระการอุดหนุนด้านพลังงานและสวัสดิการสังคมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 7.27 หมื่นล้านริงกิต แต่รัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายที่จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ระดับ
ร้อยละ 3.3 ของ GDP นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ได้สร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ โดยยืนยันว่าการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวในครั้งนี้
ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งเป้าหมายการรักษาวินัยทางการคลัง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของรัฐบาลในการตอบสนองและบริหารจัดการงบประมาณอย่างยืดหยุ่นเมื่อสถานการณ์จำเป็น
ความเห็น สคต.
สคต. เห็นว่า นโยบายของรัฐบาลมาเลเซียที่มุ่งเน้นการยกระดับรายได้ครัวเรือนและการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะส่งผลดีโดยตรงต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และชาวมาเลเซียจะมีกำลังซื้อ
ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของสินค้าส่งออกสำคัญจากประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป สินค้าเกษตรนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และสินค้าไลฟ์สไตล์ เนื่องจากผู้บริโภคในมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเปิดรับและใช้จ่ายกับสินค้าที่มีความหลากหลายและมีคุณภาพสูงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในมาเลเซีย
มาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและฐานเงินเดือนแรงงานกึ่งฝีมือ จะส่งผลกระทบ
ต่อต้นทุนการดำเนินงานด้านบริหารจัดการบุคลากรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ การปรับลดงบประมาณอุดหนุนภาคพลังงานของรัฐบาลมาเลเซีย
ในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนในหมวดการขนส่งและ
โลจิสติกส์กระจายสินค้าภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยควรวางแผนการปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงและกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและนวัตกรรม แทนการแข่งขันในด้านราคาเพียงอย่างเดียว ตลอดจนติดตามทิศทางนโยบายพลังงานและการปรับโครงสร้างการอุดหนุนของรัฐบาลมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการบริหารจัดการต้นทุนและการตั้งราคาจำหน่ายให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nyxg3bzdf6h71q74bx2hyek5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JD3X7fDPE7Th0ltOscMEe

