มติเอกฉันท์!-กนง.-คงดอกเบี้ย-1%-รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงครามมติเอกฉันท์! กนง. คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม
มติเอกฉันท์! กนง. คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (29 เม.ย.2569) ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี 

หลังจากการประชุม กนง. ครั้งแรกของปี 2569 คือ วันที่ 25 ก.พ.2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ 

“คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด”

ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกสินค้า แต่ผลกระทบของสงคราม ส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ 

โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุนและข้อจำกัดการเดินทาง แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก 

นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ครอบคลุมการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน เม็ดเงินรวม 300,000 ล้านบาท เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส การส่งเริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.7% จากที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงประมาณ 0.5% ในปีหน้า เมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น 

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 จากที่ติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรกของปี โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3.0% เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย 

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ 

สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น

ดอน นาครทรรพ

ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง 

ส่วนอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ส่องรายชื่อ กนง. 6 ท่าน ลงมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.00%  

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กนง. แทน นายรพี สุจริตกุล ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2569 

จากนั้น นายสันติธาร เสถียรไทย ได้ลาออก ส่งผลในการประชุม กนง. ครั้งที่ 2/2569 วันที่ 29 เม.ย.2569 มีคณะกรรมการฯ 6 ท่าน ประกอบด้วย 

  • นายวิทัย รัตนากร ประธานกรรมการ
  • นายปิติ ดิษยทัต รองประธานกรรมการ
  • นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ กรรมการ
  • นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรรมการ
  • นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ 
  • นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรรมการ
  • นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ

โดยในการประชุม กนง. ครั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ดังกล่าวข้างต้น

2 ฉากทัศน์ ผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย

ในการประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย กนง. ได้วิเคราะห์ผ่าน 2 ฉากทัศน์ (Scenarios) ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อ

1. กรณีฐาน (Base Case)

  • สถานการณ์: คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และการเดินเรือผ่านช่งแคบฮอร์มุซจะเริ่มกลับเข้าสู่สถาการณ์ปกติในครึ่งหลังปี 2569 ส่วนราคาน้ำมันจะทยอยคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่ยังจบที่ระดับสูง (80 ดอลลาร์/บาร์เรล) กว่าก่อนเกิดสงคราม (60-70 ดอลลาร์/บาร์เรล)
  • ผลกระทบ: ปัญหา supply disruption จะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามสถานการณ์สงคราม 
  • ตัวเลขประมาณการ: ภายใต้กรณีนี้ คาดว่า GDP ในปีนี้จะขยายตัว 1.5% และ 2.0% ในปีหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 2.9% ในปีนี้ และ 1.5% ในปีหน้า

2. กรณีเลวร้าย (Worst Case)

  • สถานการณ์: คาดว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อตลอดทั้งปี 2569 โดยการเดินเรือยังคงหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง แต่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้บ้างในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และราคาน้ำมันในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ก่อนทยอยปรับตัวลงเล็กน้อยในปี 2570
  • ผลกระทบ: supply disruption จะเผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
  • ตัวเลขประมาณการ: ในกรณีนี้ ประเมินว่า GDP อาจขยายตัวได้ต่ำกว่า 1.0% และอัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงเกินกว่า 5.0%

อย่างไรก็ตาม กนง. ประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดกรณีเลวร้าย (Worst Case) ยังค่อนข้างต่ำ จึงดำเนินนโยบายการเงินโดยอ้างอิงจากกรณีฐานเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการย้ำว่าพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหากข้อมูลและสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741680&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_GJKsfcD-af29L2PQ7LaE