ผลกระทบและข้อโต้แย้ง-‘โครงการแลนด์บริดจ์’-–-มูลนิธิสืบนาคะเสถียรผลกระทบและข้อโต้แย้ง ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่าโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ระหว่างจังหวัดชุมพรและระนอง เป็นอภิมหาโปรเจกต์ทางโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท 

รัฐบาลไทยในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของแกนนำสำคัญอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล พยายามผลักดันอย่างเข้มข้นเพื่อหวังจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนโครงการเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนที่แตกต่างกันระหว่างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในมุมมองของรัฐบาล กับความกังวลด้านระบบนิเวศ สิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ทำให้โครงการนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

อีกทั้งที่ผ่านมา ภาครัฐได้พยายามขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์นี้ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและจูงใจนักลงทุนต่างชาติ โดยได้ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ….. (ร่าง พ.ร.บ. SEC) ขึ้นเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

แต่เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. SEC กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคประชาชนและนักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมีการบัญญัติให้ยกเว้นกฎหมายปกติหลายประการ เพื่อลดอุปสรรคต่อการลงทุน

ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. SEC ถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ คณะกรรมการนโยบาย SEC จะมีอำนาจเหนือหน่วยงานท้องถิ่นในการอนุมัติ อนุญาต เกี่ยวกับผังเมือง การจัดหาที่ดิน และการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

มีการเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติมากเกินเหตุ อย่างการกำหนดสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิ ตลอดจนข้อกังวลถึงลดทอนอำนาจการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่ และการสูญเสียทรัพยากรที่คนท้องถิ่นควรได้

ซึ่งผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง Political economy of the landbridge project with a focus on Ranong development (เศรษฐศาสตร์การเมืองของโครงการสะพานเศรษฐกิจ โดยเน้นที่การพัฒนาจังหวัดระนอง) โดย วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย ได้ระบุผลการศึกษาไว้ว่า

“การผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจเป็นไปภายใต้โครงสร้างนโยบายแบบรวมศูนย์ที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์มหภาคและกลุ่มทุน มากกว่าศักยภาพเฉพาะของพื้นที่หรือความต้องการของชุมชน”

เช่นเดียวกับเรื่องราวของสิ่งที่ส่งเสียงไม่ได้อย่างระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 

พื้นที่จังหวัดระนองและชุมพรมีระบบนิเวศชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์และมีความเปราะบางสูงมาก อีกทั้งพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดระนองเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ได้รับการเสนอขึ้นบัญชีเบื้องต้นต่อยูเนสโก เพื่อเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

โดย ‘พื้นที่มรดกโลก แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน’ มีพื้นที่นำเสนอทั้งหมด 724,718 ไร่ และเป็นพื้นที่กันชน 1,092,781 ไร่ รวมทั้งหมด 1,817,500 ไร่ ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (บางส่วน) 

รวมถึงยังมีพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสร้างท่าเรือและการถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ จะทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลหายากอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งหากมีการก่อครงการแลนด์บริดจ์ พื้นที่เหล่าจะกลายเป็นพื้นที่ความสร้างเสี่ยงสูงอาจกระทบต่อการยื่นขึ้นละเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลก

“การศึกษาด้านนิเวศวิทยาทางทะเลจากรายงาน EHIA บ่งบอกว่า บริเวณนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ไม่มีคุณค่าใดๆ ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาที่ผ่านมา ที่บอกว่า บริเวณนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีคุณค่าต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลก” – ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ข้อมูลศึกษาของภาคีนักวิชาการ ยังว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นแหล่งอาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญหลายประการ

ตัวอย่างเช่น EHIA โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ระบุว่า มีตัวเลขสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัว/ตารางเมตร จากพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร แต่การศึกษาของวิทยาศาสตร์ทางทะเล พบว่า สัตว์หน้าดินที่พบเฉลี่ย 1,685 ตัว/ตารางเมตร หากคิดในจำนวนพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร จะมีสัตว์หน้าดินที่สูญเสียไป 53,953 ล้านตัว

สำหรับสัตว์หน้าดินมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศทางทะเล ทั้งในแง่การเป็นแหล่งอาหารหลักของสัตว์น้ำขนาดใหญ่และนกอพยพ ช่วยกรองน้ำทำความสะอาดระบบนิเวศ เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาล

นอกจากนี้ การขุดลอกพื้นทะเลเพื่อเปิดร่องน้ำลึกจะก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของโลหะหนักที่สะสมในชั้นตะกอนดิน ซึ่งจะส่งผลปนเปื้อนต่อทรัพยากรสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารหลักของชุมชน   และเพิ่มความเสี่ยงจากการรั่วไหลของน้ำมันจากท่าเรือและเรือขนส่งขนาดใหญ่ ยังเป็นภัยคุกคามถาวรต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างสม่ำเสมอคือ ผลกระต่อสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตท้องถิ่น ข้อมูลจากเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะทำลายพื้นที่ต้นน้ำและผืนดินเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ เพื่อแลกกับทางหลวงและนิคมอุตสาหกรรมที่ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์ ซึ่งชุมชนท้องถิ่นเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนฐานศักยภาพเดิมของพื้นที่ ไม่ใช่การเป็นเขตอุตสาหกรรมมลพิษ

ขณะที่ฝั่งจังหวัดระนองที่มีการเติบโตจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธุรกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์จะทำลายเสน่ห์ชุมชน โดยผู้ประกอบการในระนองกังวลว่ามลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง และคราบน้ำมัน จะทำให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเลิกเดินทางมายังระนอง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจรากหญ้าที่คนท้องถิ่นเป็นเจ้าของจริงๆ

ทางด้านของชุชนประมงเองก็มีโอกาสเสี่ยงมากจากผลกระทบด้านสมุทรศาสตร์ที่เปลี่ยนไป ในเอกสารผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ชุมพร – ระนอง โดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Beach for life และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ อธิบายผลการศึกษาข้อมูลว่า 

โครงการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกส่งผลโดยตรงต่อ กระแสน้ำ ตะกอน และระบบนิเวศทางทะเล จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์พบว่า การถมทะเลจะส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งมีรูปแบบผิดไปจากธรรมชาติเดิม หากท่าเรือและสะพานมีผลทำให้กระแสน้ำไหลแรงขึ้น อาจทำให้ชาวประมงจับปลาได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุของเรือเล็ก เพราะเครื่องมือประมงอาจถูกพัดพาออกไปจากจุดที่วางไว้

ในบางพื้นที่กระแสน้ำกลับไหลช้าลง อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของตะกอนและของเสียจากเรือ ทำให้คุณภาพน้ำลดลงและส่งผลกระทบต่อแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบนิเวศทางทะเล กระแสน้ำที่นิ่งขึ้นยังอาจก่อให้เกิดมลพิษสะสม ซึ่งกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว

พื้นที่ที่ถูกถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือ อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้าน ทำให้ต้องอ้อมไกลขึ้นเสียทั้งเวลาและต้นทุนค่าน้ำมัน หากไม่มีการออกแบบร่องน้ำให้เหมาะสม อาจเกิดปัญหาร่องน้ำตื้นเขินจากตะกอนที่สะสม ทำให้เรือประมงติดโคลนในช่วงน้ำลง และต้องรอเวลาน้ำขึ้นเพื่อออกเรือได้

นอกจากผลกระทบต่อวิถีชีวิตระบบนิเวศแล้ว ข้อโต้แย้งอีกประการที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ กระบวนการ EHIA และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งนักวิชาการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่ามีความบกพร่องในเชิงคุณภาพและขาดความโปร่งใส

นักวิชาการจากเครือข่ายภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรายงาน EHIA มีลักษณะ ‘สอบตก’ ในหลายด้าน เช่น การใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน การกำหนดขอบเขตที่จำกัดเกินไป (ใช้รัศมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรจากจุดก่อสร้าง ไม่สามารถครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริงซึ่งจะกระจายไปตามกระแสน้ำและทิศทางลมในรัศมีที่กว้างกว่านั้นมาก) รวมถึงรายงานไม่ได้ประเมินผลกระทบหลังจากโครงการเสร็จสิ้นและมีการเดินเรือพาณิชย์หนาแน่น ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหารทะเล

ขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่เป็นแบบ ‘แยกส่วน’ ทำให้ประชาชนไม่เห็นภาพรวมของผลกระทบทั้งระบบ  

ข้อมูลที่รัฐให้มักเป็นข้อมูลด้านบวกเพียงอย่างเดียว และในหลายครั้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องมาตรการเยียวยาหรือความเสี่ยงที่ชัดเจนได้ ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าการเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นเพียงพิธีกรรม เพราะภาครัฐบาลได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะเดินหน้าโครงการโดยไม่คำนึงถึงข้อคัดค้าน

เรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ในโมงยามที่ผ่านมา จึงไม่ต่างอะไรกับการพัฒนาประเทศที่ละเลยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและเสียงสะอื้นของชุมชนท้องถิ่น 

ซึ่งไม่อยากเรียกได้ว่าเป็นการหอมกลิ่นความเจริญได้อย่างแท้จริง  

อ้างอิง

ผู้เขียน

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-111/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TjeVIb0u5ooD3Nj2HbxaX