
นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า เปิดมุมมองต่อประเด็น พ.ร.ก.กู้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทว่า ทางฝ่ายมีมุมมองเป็นบวกอ่อนๆ ต่อการที่กระทรวงการคลังเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในช่วง พ.ค. – ต.ค. (ช่วงรอยต่อก่อนงบปี 2570) โดยเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยกลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
อย่างไรก็ดี มีการยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันหนี้อยู่ที่ 66% ของ GDP เพดานอยู่ที่ 70% ซึ่งทางฝ่ายมองเป็นสิ่งที่ตลาดให้ความสนใจ โดยยังมีช่องว่างให้กู้ได้อีกประมาณ 8 แสนล้านบาท มองว่าประเด็นดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงด้านลบจากความกังวลการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
และเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มธนาคารฯ ในส่วนของการออก มาตรการคนละครึ่ง+ คาดว่าจะเริ่มลงทะเบียน พ.ค. และใช้จริง มิ.ย. รวมทั้งจะตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (ดูงานต่างประเทศ, การก่อสร้างใหม่ที่ไม่ด่วน) เพื่อนำมาสมทบงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และเน้นการผลักดันโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)
โดยรวมมองตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อประเด็นดังกล่าวจากการเพิ่มสภาพคล่องโดยตรงเข้าสู่ระดับส่งผลดีต่อตัวเลขการบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) ขณะที่การส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด คาดจะเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
มองบวกต่อเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า จากกรณี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว. คลัง) เปิดเผยว่า เตรียมแผนออก พ.ร.ก.กู้เงิน คาดไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยเน้นบริหารจัดการงบไม่มีประสิทธิภาพก่อน อาทิ การลดค่าไฟฟ้าหน่วยราชการผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop
ทั้งนี้ ในส่วนเงินกู้ยืมจะใช้ 3 ส่วนหลัก โดยเน้นการลงทุน
- การลดผลกระทบ Oil Shock เยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง ประเมินเบื้องต้นไม่เกิน 2.0 แสนล้านบาท ภายใต้สมมติฐานวิกฤติราคาพลังงานกรอบ 4-6 เดือน
- การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะไทยที่มีจุดอ่อนการนำเข้าน้ำามันและไฟฟ้าระดับสูง งบประมาณวางไว้ที่ 2 แสนล้านบาท อาทิ การผลักดันพลังงานหมุนเวียน Solar Rooftop, Solar Farm สายชาร์จ EV โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่มลพิษต่ำลง
- ส่วนที่เหลือ จะลงทุนโครงการอื่นๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดงบประมาณเยียวยาปัญหาภัยธรรมชาติได้ยั่งยืน นอกจากนี่ จุดสำคัญยังอยู่ที่หากกู้ยืมระดับดังกล่าว รมว. คลังคาดยังไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% โดยเพดาน vs ระดับหนี้ปัจจุบันที่ 66% ยังมีช่องว่างก่อหนี้อีกราว 8 แสนล้านบาท
โดยภาพวินัยการเงินที่มีความชัดเจน เม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ใช้เพื่อปรับโครงสร้างโดยไม่จำเป็นต้องเพดานหนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้น บวกประเด็นเรื่องการกู้ยืมเพิ่ม ด้านแนวทางปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐฯ ให้ลดลงถาวรผ่านการลงทุน จะช่วยฐานะการคลังระยะกลาง-ยาว และรัฐฯจะเหลือเงินไปพัฒนาด้านอื่น
ขณะที่แนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุน นอกจากเรื่อง Solar เราคาดจะเห็นการผลักดันพลังงานหมุนเวียนผ่านแผน PDP ใหม่, เกณฑ์ Direct PPA, การลงทุนสายส่ง อื่นๆ นอกจากการลงทุนลดภาระเยียวยาภัยธรรมชาติ คาดเน้นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-made) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ
จากปัจจัยดังกล่าว มองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อ SET โดย Correlation ระหว่างทิศทางการเคลื่อนไหวของ SET และ การขยายตัวลงทุนภาคเอกชน รายไตรมาส ตั้งแต่ปี 2000-2025 มีความสัมพันธ์เชิงบวกสูง 87.8% ขณะที่เราประเมินพัฒนาการตัวเลขที่เกิดจากรัฐฯเน้นลงทุนจากนี้จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อน SET ต่อเนื่อง
14 หุ้นรับอานิสงส์
อย่างไรก็ตาม มองว่ากรณีพ.ร.ก.กู้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เป็นบวกหุ้นกลุ่มธนาคาร สาธารณูปโภค (ไฟฟ้า สื่อสาร คมนาคม) นิคม รับเหมาฯ ค้าปลักวัสดุ
- ธนาคาร KTB, KBANK
- สาธารณูปโภค ไฟฟ้าเด่น GULF, GPSC อื่นๆ คือ PTT, AOT
- สื่อสาร TRUE, ADVANC
- นิคม AMATA, WHA
- รับเหมา STECON, PYLON, INSET
- ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง DOHOME
ทั้งนี้ Best Picks ได้แก่ GULF KTB ADVANC AMATA DOHOME เก็งกำไร STECON
เงินกู้ 5 แสนล. หนุน GDP โต 1.5%
นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ระบุว่า กรณีรัฐบาลจะออกพรก. เงินกู้เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานรวมถึงแนวโน้มการเกิด Super El Nino โดยรมว.คลังระบุว่าจะพยายามไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในประเทศให้ยังสามารถเติบโตในระดับราว 1.5% บวกลบ ปีนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/657615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_yHMWADsThAqqI8aLS06H

