4-แคนดิเดตผู้ว่ากทม.-ประชันไอเดียดัน-“ทุนวัฒนธรรม”-ปลุกเศรษฐกิจชุมชน4 แคนดิเดตผู้ว่ากทม. ประชันไอเดียดัน “ทุนวัฒนธรรม” ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

กทม. ต้องสร้างบริบท-อำนวยความสะดวก แต่คอนเทนต์ต้องมาจากชุมชน ไม่ใช่จ้างออร์แกไนเซอร์จัดอีเวนต์แล้วจบ”

“อันนี้สำคัญมากเลยนะ ผมว่าอัตลักษณ์ของเมืองสำคัญ เราต้องพยายามค้นหาให้ได้ว่า แต่ละจุดมีอัตลักษณ์อะไร แล้วก็ต้องช่วยให้เขาเปล่งประกายออกมาได้ แต่ว่าต้องระวัง เพราะว่าหลายคนสับสนระหว่างการจัดอีเวนต์กับอัตลักษณ์ คือมันไม่ใช่เลย มันต้องให้ชุมชนเขามีความเข้มแข็งด้วยตัวเอง”

“อย่างอัตลักษณ์ชุมชนที่เข้มแข็งมากอย่างทรงวาด เขาสามารถพัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเองจนมีคนไปเที่ยวได้ อนาคต กทม. ต้องส่งเสริมและค้นหาก่อนว่าแต่ละชุมชนมีอัตลักษณ์อะไร อย่างที่ผมเพิ่งไปบางกอกน้อย ก็มีชุมชนบ้านบุที่ทำขันลงหิน อันนี้คือทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้น กทม. ต้องไปหา พยายามสร้างบริบท สร้างชุมชนให้เข้มแข็งแล้วเจียระไนพวกนี้ให้มีคุณค่าขึ้นมา”

“เรามีแนวทางส่งเสริม ‘ย่านสร้างสรรค์อัตลักษณ์ย่านต่าง ๆ’ เพื่อให้เกิดกิจกรรม ตอนนี้เราพยายามพัฒนาย่านเมืองเก่า อำนวยความสะดวกให้คนมาเที่ยว เช่น มีสแตมป์ให้ครบ 10 จุด ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ไปทำคอนเทนต์เอง เนื้อหาต้องมาจากชุมชน ถ้าเกิดเราไปจ้างออร์แกไนเซอร์มาจัดอีเวนต์ พอออร์แกไนเซอร์ไปก็จบ สุดท้ายต้องสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยตัวเองและเปล่งประกายออกมา เราช่วยในแง่การเดินทางให้สะดวกขึ้นและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ” 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม.

“มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข”

“กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่ผลักให้บ้าน-วัด-โรงเรียนทำเอง พร้อมดันโครงการเชื่อมเมืองเชื่อมโลกผ่าน SME”

จริง ๆ มันเป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการ 14 ข้อที่เราแถลงข่าวไปแล้ว คือการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเปิด “สตรีทฟู้ดพาราไดซ์” หมุนเวียนการใช้ชีวิต 24 ชั่วโมง 7 วัน ในแต่ละมุมเมืองทั้ง 50 เขต ปัจจุบัน กทม. มีเสน่ห์ที่สุดคือเรื่องสตรีทฟู้ด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

แน่นอนว่า กทม. จะต้องเป็น “เจ้าภาพ” ไม่ใช่ผลักไปให้บ้าน วัด โรงเรียน เป็นเจ้าภาพ ปัจจุบันถ้าไปวัดพระแก้ว สนามหลวง หรือศาลหลักเมือง จะเห็นว่าเจ้าภาพไม่ใช่ กทม. (เช่น ศาลหลักเมืองดูแลโดยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก) แปลว่าถ้า กทม. เป็นเจ้าภาพเอง เราจะจัดการเรื่องความสะอาด ระเบียบ และความปลอดภัยได้มากกว่านี้ โดยเข้าไปเสริมงบประมาณและกำลังพล ไม่ปล่อยให้ชุมชนทำกันเองตามยถากรรม

นอกจากนี้เรามีโครงการ “กรุงเทพเชื่อมเมืองเชื่อมโลก เชื่อมเมืองเชื่อมประเทศ” บูรณาการผ่านกลไก SME ของ กทม. ตามโครงการจับคู่กู้เงิน แล้วเชื่อมโยงกับ 76 จังหวัด เพื่อลดช่องทางโลจิสติกส์ จัดระบบทั้งเศรษฐกิจระหว่างเมือง การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปัญหาแรงงาน ทำงานเป็นทีมร่วมกันทั้งประเทศเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบค่ะ 

“อนุชา บูรพชัยศรี”

“เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์นำวัฒนธรรม เลิกขายแบบ Hard Sell แต่ใช้ Storytelling สร้างความรู้สึกร่วม เชื่อมคูคลองฝั่งธนฯ สู่เมืองรอง”

ตอนที่ผมอยู่ฝ่ายบริหารและเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นเราปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จากเดิมที่ให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมักจะทำแบบ “Hard Sell” ไปบอกต่างชาติว่าเรามีอดีตอย่างไร แต่มันไม่ได้เกิดเศรษฐกิจต่อเนื่อง เราเลยเปลี่ยนเอาหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นฝ่ายเลขาฯ ให้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจนั่งหัวโต๊ะ เพื่อคิดต่อยอดว่าวัฒนธรรมจะนำไปสู่เศรษฐกิจได้อย่างไร

เรื่องทุนวัฒนธรรม “ทุน” คือต้นทุน ไม่ใช่เงิน ต้องใช้ความครีเอทีฟสร้างสรรค์และร่วมสมัย อย่างคลองโอ่งอ่างที่เราเคยทำ ก็เน้นกิจกรรมแนวคิดสร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม นำเสนอให้มี Gimmick มีเสน่ห์ที่สร้างความรู้สึกร่วม ไม่ใช่ไปโฆษณาชวนเชื่อหรือขายประวัติศาสตร์ตรง ๆ แบบเดิม

ถ้าเรามี Storytelling ที่ดี ก็จะสามารถเชื่อมประสานไปยังเมืองรองรอบปริมณฑลได้ เช่น เทศกาลสงกรานต์ที่ไม่ได้มีแค่การฉีดน้ำที่สีลม แต่เชื่อมโยงวัฒนธรรมความกตัญญู วันผู้สูงอายุ การรดน้ำดำหัว ให้คนเดินทางเชื่อมต่อไปยังเมืองแซทเทิลไลท์ (ปริมณฑล) รวมถึงทำเส้นทางท่องเที่ยวสายมู หรือท่องเที่ยวทางน้ำ ลัดเลาะคูคลองฝั่งธนบุรีเชื่อมต่อไปยังเกาะเกร็ดและเมืองรองรอบ ๆ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิต ชิมน้ำมะพร้าว ดูหัตถกรรม ซึ่งเป็นเสน่ห์ “เวนิสแห่งตะวันออก” ที่แท้จริง 

“พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช”

“ดึงจุดผ่อนผันหาบเร่กลับมาคู่ความสะอาด ทำดิจิทัลแพลตฟอร์มรวบรวม Data ชุมชน และปลูกฝังประวัติศาสตร์เด็กตั้งแต่ต้น”

กรุงเทพฯ มีวัฒนธรรม คลอง และวัดวาอารามตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ควรบำรุงรักษา เช่น คลองโอ่งอ่าง หรือสตรีทฟู้ดที่คนต่างชาตินิยมตอนเย็น แต่ปัจจุบันยังไม่สะดวก ขาดการจัดการจราจร จริง ๆ ควรปิดถนนเพื่อความปลอดภัย ส่วนวิถีชุมชนที่มีทางเท้าแล้วเลิกไปหมดนั้น ผมคิดว่าควรจะคงไว้บางส่วน เรียกว่า “จุดผ่อนผัน” เพื่อเป็นวิถีชุมชนของ กทม. แต่ต้องดูแลเรื่องสุขลักษณะและความสะอาด

เรื่อง Data เราต้องทำแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อโปรโมตชุมชนเล็ก ๆ ควบคู่ไปกับการที่ กทม. ต้องเข้าไปพัฒนาด้านความสะอาด สุขลักษณะ และรักษารอยยิ้มไมตรีของคนไทย ส่วนการเชื่อมเมืองรอง เช่น สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี ที่คนไปเที่ยวกันเยอะแต่เดินทางไม่สะดวก ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะประสานงานเชื่อมต่อระบบคมนาคมและรณรงค์ท่องเที่ยวร่วมกัน

สำหรับปัญหาทุนใหญ่เข้ามาเซ้งพื้นที่จนคนดั้งเดิมอยู่ไม่ได้ ยกตัวอย่าง “ชุมชนกุฎีจีน” ที่มีขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมทองหยิบฝอยทอง ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ ปัจจุบันยังขาดการพัฒนา ถ้าผมมาเป็นผู้ว่าฯ ผมจะชูสิ่งนี้ขึ้นมาแนะนำและคุ้มครอง สำหรับคำถามเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักเล่าเรื่อง (Creative Storyteller) เราต้องแก้ที่การศึกษา ปลูกฝังให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์ รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย การไหว้ การยิ้ม และการโอบอ้อมอารี ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย 

จากถ้อยแถลงของ 4 ผู้สมัคร สะท้อนให้เห็นทัศนะที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

  • ชัชชาติ เน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากชุมชน คัดค้านการจัดอีเวนต์ฉาบฉวย
  • มัลลิกา มุ่งเน้นการให้ กทม. รวบอำนาจเป็นเจ้าภาพหลักเพื่อจัดการระบบ พร้อมชูนโยบายเศรษฐกิจ 24 ชั่วโมง และการจับคู่กู้เงิน SME
  • อนุชา ใช้ประสบการณ์จากทำเนียบรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์นำวัฒนธรรม ปฏิเสธการขายแบบ Hard Sell และเน้น Storytelling เชื่อมโยงโครงข่ายคูคลอง
  • พล.ต.ท.ชาญเทพ มุ่งเน้นไปที่การจัดระเบียบกายภาพ ความสะอาด การคืนจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย และการทำดิจิทัลแพลตฟอร์มควบคู่กับการรื้อฟื้นวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียน

ท้ายที่สุดแล้ว นโยบาย “ทุนวัฒนธรรม” จะถูกขับเคลื่อนจนกลายเป็น “เนื้อนาบุญ” ทางเศรษฐกิจของคนกรุงเทพฯ และเชื่อมโยงเมืองรองได้จริง หรือเป็นเพียง “วาทกรรมสโลแกนหาเสียง” … ประชาชน กทม. จะเป็นผู้ให้คำตอบในคูหาเลือกตั้ง! 
 

ภาพอัตลักษณ์ของชุมชนต่างๆ ใน กทม. ที่สร้างโดย AI

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378979042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g_xce_N-TfU_bd-XSG74v