imf-ประเมินศรษฐกิจไทยโตแค่-2.1%-รั้งท้ายอาเซียน-ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุลIMF ประเมินศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล
IMF หั่นภาพเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน-5 ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ “Resilience Under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความทนทานที่ถูกบีบคั้น กับทางเลือกที่รอไม่ได้” โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 และทรงตัวที่ 2.1% ในปี 2570 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568

การประมาณครั้งนี้เป็นการปรับเพิ่มขึ้น จากเดือน เม.ย. ที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5% และเดือน ก.ค. ที่ 1.9%

อย่างไรก็ตามประมาณการเศรษฐกิจไทยที่ 2.1% ในปี 2569 เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน  (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 4.4% อยู่กว่าเท่าตัว

เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในปี 2569 เวียดนามนำโด่งที่ 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% ขณะที่กลุ่มเอเชียเกิดใหม่และกำลังพัฒนาโดยรวมขยายตัว 5.1%ฃ

เงินเฟ้อกลับหัวกลับหาง จากติดลบสู่ 2.1%

ด้านราคาผู้บริโภค IMF คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะดีดจาก ติดลบ 0.1% ในปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% ในปี 2568 ก่อนชะลอลงที่ 1.7% ในปี 2570 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาพลังงานและอาหารนำเข้า ไม่ใช่จากแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศ ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับต่ำ 1.0% ตลอดช่วงประมาณการ

ตัวเลขที่น่าจับตามากที่สุดคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ IMF ประเมินว่าจะพลิกจากเกินดุล 3.0% ของจีดีพีในปี 2025 มาเป็นขาดดุล 1.2% ของจีดีพีในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุล 1.4% ในปี 2570 ซึ่งสะท้อนภาระค่านำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน

ภาพรวมโลกโต 3.1% ความเสี่ยงเอียงไปทางลบ

เศรษฐกิจโลกถูกคาดว่าจะชะลอจาก 3.5% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2026 ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2570 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนเมษายนสำหรับปี 2569 และปรับขึ้น 0.2 จุดสำหรับปี 2570

แต่ IMF เตือนว่าตัวเลขรวมที่ดูนิ่งนั้นปิดบังการกระจุกตัวที่รุนแรงขึ้น โดยปัจจุบัน 32 ประเทศคิดเป็น 95% ของการเติบโตโลก เทียบกับ 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน

ความเสี่ยงถูกประเมินว่าเอียงไปด้านลบ ทั้งจากสงครามที่อาจยืดเยื้อหรือบานปลาย การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ภัยไซเบอร์ สภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงความเป็นไปได้ที่ตลาดจะทบทวนมุมมองต่อผลตอบแทนของการลงทุน AI ซึ่งอาจฉุดการลงทุนและตลาดหุ้นพร้อมกัน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

IMF ย้ำว่ามาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและอาหารควรเป็นมาตรการ ชั่วคราว เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย และไม่บิดเบือนกลไกราคา พร้อมไม่กระทบความยั่งยืนทางการคลัง

ด้านนโยบายการเงิน IMF ระบุว่า เหตุผลในการคงท่าทีระมัดระวัง (cautious stance) มีน้ำหนักมากที่สุดในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานที่อยู่นอกห่วงโซ่เทคโนโลยีและมีเงินเฟ้ออยู่ที่เป้าหมายหรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสถานะของไทยในเวลานี้

ส่วนบทวิเคราะห์ในรายงานยังชี้ว่า เมื่อเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ รัฐบาลควรรักษาสัญญาณราคาไว้และพึ่งพาการช่วยเหลือด้านรายได้แบบชั่วคราวเจาะจงกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนในระบบคุ้มครองทางสังคมที่ขยายขนาดได้รวดเร็วในยามวิกฤต

ที่มา: International Monetary Fund. 2026. World Economic Outlook: Resilience Under Strain, Urgent Choices. Washington, DC, October. (ตัวเลขไทยจาก Annex Table 1.1.2 และภาพรวมโลกจาก Table 1.1)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/671292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xUihep42R12pJGxI4HNvd