ธนาคารไทยเครดิต [CREDIT] ประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 69 มีกำไรสุทธิ 2,153.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธฺ 989.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 6.9% ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 1.74 บาทต่อหุ้นสำหรับงวดครึ่งปีแรก และ 0.80 บาทต่อหุ้นสำหรับไตรมาส 2/69 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลการดำเนินงานมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.8% จากการขยายตัวของยอดเงินให้สินเชื่อรวมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ที่ 194,080.5 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/69 เพิ่มขึ้น 13.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารสามารถขยายสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจหลักได้เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME (MSME) ที่เติบโต 13.9% สอดคล้องกับกระแสตอบรับที่ดีของผู้ประกอบการหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ “สินเชื่อ SME กล้าช่วย” ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด
รวมถึงเปิดตัวศูนย์ธุรกิจสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME Business Center) ศูนย์กลางการให้คำปรึกษาและเสริมศักยภาพธุรกิจครบวงจร สนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัว 9.4% และสินเชื่อบุคคลและอื่นๆ เติบโต 44.9% รวมไปถึงรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 9.7% สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม-หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ตามแผนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันซึ่งจะทำให้ธนาคารลดรายจ่ายดอกเบี้ยลงได้ในระยะยาว
ธนาคาร ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับความรอบคอบและวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ผ่านบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างเข้มงวดและระมัดระวัง ควบคู่กับมาตรการเชิงรุกตามนโยบายภาครัฐเพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ อาทิ มาตรการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากนี้ อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1/69 อยู่ในระดับสูงที่ 7.1% สำหรับงวดครึ่งปีแรกของปี 69
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs ratio) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.3% แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคาร ขณะเดียวกัน อัตราส่วนการกันสำรองเพื่อครอบคลุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 148.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคารที่มุ่งดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ รัดกุม และมั่นคงในระยะยาว

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CREDIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารไทยเครดิตไม่ได้มุ่งขยายธุรกิจเพียงในเชิงปริมาณ แต่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่ม Micro SME (MSME) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อยังคงสอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
โดยในปี 69 ธนาคารยังคงมั่นใจต่อเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก ควบคู่กับการควบคุมอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPLs) ให้ต่ำกว่า 4.5% ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยการพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยเน้นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพและเติบโตต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ ชูจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นในการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ผ่านการประเมินมูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”
“ในปีนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตลอดจนความท้าทายด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ธนาคารจึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมเคียงข้างและสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการ ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ รวมถึงการให้บริการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ธนาคารขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคธุรกิจ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายกิจการและสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”นายรอย กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/619392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v1474agPxwfbfqPrdFazc

