จู่ ๆ ก็มีคำสั่งออกมาแบบไม่มีใครคาดคิด เมื่อรัฐบาลมีมติรับทราบการยกเลิกคำสั่งให้ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนามคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC พร้อมกับดึงอำนาจกลับมาอยู่ในมือของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยตรง

แม้คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจะระบุว่า เป็นการปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น แต่ในทางการเมือง เรื่องแบบนี้น่าจะมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาทำให้หลายฝ่ายต่างมโนกันไป และอาจกลายเป็น “สนิมเนื้อใน เกิดร้อยร้าวบังลังก์สีน้ำเงิน”
เพราะ EEC ไม่ใช่หน่วยงานเล็ก ๆ หากแต่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจยุทธศาสตร์ที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา EEC ถูกวางให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่ และเป็นความหวังของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
คำอธิบายจากฝั่งรัฐบาลที่ “นายกฯหนู” บอกคือ วันนี้ EEC เดินมาถึงจุดที่ระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการดึงนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามา และตัวเองมีโอกาสพบปะนักธุรกิจและผู้นำประเทศต่าง ๆ มากกว่า จึงต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แมน ชวนนักธุรกิจมาลงทุน

งานนี้ทำเอาคอการเมืองมองตาไม่กระพริบ เพราะเบื้องหลังคำสั่งนี้ มีกลิ่นอายของผลประโยชน์ระดับแสนล้าน และอาจการมีสัญญาณจากผู้ยิ่งใหญ่ภายในพรรคตัวจริง ที่หลายคนคาดเดาถึงชนวนเหตุ
ทั้งปมรถไฟความเร็วสูง ดีลยักษ์ “ซีพี” ซึ่งเป็นมหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งมีกลุ่มซีพี ในนาม บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เป็นคู่สัญญา

อีกทั้งจุดยืนของ “พิพัฒน์” ก่อนหน้านี้แสดงท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันในหลักการว่าจะ “ไม่มีการแก้ไขสัญญาเดิม” จึงกลายเป็นแรงกดดันหากปล่อยให้ดูแลต่อ โครงการอาจจะชะงักงันและกระทบต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่
การดึงงานกลับของ ”นายกฯหนู” จึงถูกมองว่าเป็นการ “เคลียร์ทาง” ให้ดีลระดับชาติเดินหน้าต่อได้โดยไม่มีสะดุด
นอกเหนือจากเค้กก้อนโตอย่างรถไฟ 3 สนามบินแล้ว อีกหนึ่งปมร้อนคือ เก้าอี้เลขาธิการ EEC คนใหม่ ที่กำลังจะหมดวาระลง ทำให้เกิดภาวะ “ฝุ่นตลบ” ภายในพรรค มีกระแสข่าวลือหนาหูว่า คนใน EEC ที่อยากเติบโตทางลัด ได้รวมกลุ่มกันเดินสายข้ามหน้าข้ามตา นำพรรคพวกไปเข้าหา “บิ๊ก จ.” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นคนสนิทสายตรงของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” เพื่อหวังใช้เส้นสายล็อกเก้าอี้เลขาฯ EEC
การกระทำนี้ไม่ต่างอะไรกับการหักหน้า “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์”บ้านใหญ่สายใต้ ที่กำกับดูแลอยู่โดยตรง และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าใน “พรรคสีน้ำเงิน–ใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง เสียงจริง”
เมื่อสัญญาณจากบุรีรัมย์ส่งมา “อนุทิน” จึงต้องออกโรงเซ็นคำสั่งยึดอำนาจ EEC คืนทันที เล่นเอา “พิพัฒน์” ต้อง “นั่งกินน้ำใบบัวบก”
อีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นท็อล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อ “นายกฯหนู” ถามหา “รองซีฟูด” รองผู้ว่าราชาการจังหวัดภูเก็ต ที่เพจดังออกมาแฉ ว่าไปเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ธุรกิจอาหารทะเล และไปข่มขู่ว่าสามารถปลดหรือโยกย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในการประชุมมอบนโยบายข้าราชการมหาดไทย พร้อมเล่นใหญ่ ลั่นปัญญาอ่อน เพราะอำนาจอยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยและ ครม. เท่านั้นที่จะย้ายผู้ว่าฯได้


คล้อยหลังจากนั้นไม่นาน รองผู้ว่าฯ กุ้ง – ธีระพงศ์ ช่วยชู ถูกเด้งพ้นจาก จ.ภูเก็ต ทันที วันต่อมาผู้ว่าเซมเบ้ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็ถูกโยกให้เข้ามาตบยุง นั่งรองปลัดฯมหาดไทย ส่งคนสนิท “โชตินรินทร์ เกิดสม” รองปลัดฯ ให้ไปเป็นผู้ว่าฯภูเก็ตแทน ถือเป็นการย้ายล้างบางเพื่อหยุดปัญหาความขัดแย้ง

กลับถูกฝ่ายค้าน“ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ชี้ว่าการย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ เป็นเพียง “การละครฉากหนึ่ง” เพราะ “รองซีฟู้ด” ที่ย้ายจากภูเก็ตไปนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด ไม่ได้เป็นการลงโทษ และไม่แน่ใจว่าการเด้งรองผู้ว่าฯ เป็นการวัดพลังกันภายในหรือไม่

“พร้อมแฉอีกด้วยว่า“รองซีฟู้ด” ยิ่งใหญ่มานานแล้ว เส้นสายไม่ธรรมดา มีข้อมูลหลักฐาน พอจะยืนยันได้ แต่ทำไมนายกฯ เพิ่งมาเด้ง วัฒนธรรมการจัดการปัญหาแบบนี้ เลิกได้เลิก ถ้าคิดว่าเอาจริง ต้องมีบทลงโทษที่สำคัญกว่านี้ ใครเกี่ยวข้องบ้างลากมาลงโทษให้หมด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแรก”
เหมือนกรณีแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ของอธิบดีกรมการปกครอง ที่“อนุทิน” กล่าวเพียงว่า ทุกอย่างยังเป็นไปตามขั้นตอน ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ เพื่อหวังหลบลมร้อนการเมืองเท่านั้น

อีกเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าไม่แพ้กัน เมื่อ 2 ประธานกรรมาธิการดาวเด่นจาก ค่ายสีส้ม “พรรคประชาชน” อย่าง “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ประธาน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ และ “สส.โรม” รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ 2 ตัวตึงจับมือแท็กทีมเปิดฉากชนแหลก ตั้งป้อมขวางบิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การนำของ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


โดยพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตอย่างหนักหน่วง ว่า ร่างขอบเขตงาน (TOR) มีพฤติกรรมส่อล็อกสเปกและขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ อีกทั้งยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องความคุ้มค่า และปมร้อนที่อาจเชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริต ฟอกเงินไหลเข้าสู่วงการเมือง รวมถึงมีเบาะแสร้องเรียนว่าพัวพันกับธุรกิจน้ำมันเถื่อน ซึ่งทางฝั่งกรรมาธิการฯยื่นคำขาดต้องการให้ยกเลิกโครงการนี้ทันที พร้อมดักคอเตือนหากคิดจะ “ลุยไฟ” เดินหน้าต่อ ก็มีราคาทางการเมืองที่ต้องจ่ายแน่นอน
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมร่วมกลับเดือดพล่าน และตะกุกตะกักอย่างหนัก เมื่อ สส.รุ่นเก๋า พรรคภูมิใจไทย ดาหน้าออกมาตั้งป้อมสกัดเกมชนของพรรคส้ม


ขณะที่ฟากข้าราชการประจำอย่าง พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ก็ได้เปิดหน้าชน ย้ำคำเดิมกลางที่ประชุมมากกว่า 10 ครั้งว่า โครงการนี้ทำถูกต้องตามระเบียบราชการทุกประการและจะเดินหน้าต่อไปไม่มีถอย ทำให้ทาง กมธ. รุกคืบสั่งให้ปลัดกระทรวงดีอีส่งหนังสือยืนยันความบริสุทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเตรียมยกระดับเกมตรวจสอบในนัดถัดไป ด้วยการเชิญหน่วยงานอิสระบิ๊กเนมอย่าง สตง., ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ามาร่วมขุดคุ้ยลากไส้โครงการนี้ให้สิ้นซาก

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เขย่าบัลลังก์น้ำเงิน ที่พรรคส้มออกมาขยี้ กรณี “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กคลิปหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว. อ้างเห็น กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัครในวันเลือกระดับประเทศในวันเลือกสว.ทันที่ที่เรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีของกกต.

เป็นการตีปี๊บให้สังคมช่วยจับตาการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางหรือเป็นเครื่องมือของใครหรือไม่ เพราะกกต. 4 คนใน 7 คนนี้ถูกเลือกมาโดยสว.สีน้ำเงิน
ถึงเวลาที่เครือข่ายสีน้ำเงินต้องกลับไปทบทวนเกมลากยาวในอำนาจ ต้องยอมรับความจริงได้แล้ว เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ สังคมเห็นว่าสถาบันการเมืองควรที่จะมีความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าใช้อำนาจพวกมากลากไปจนกลายเป็นหลุมดำของประเทศ เกิดวิกฤติศรัทธาประชาชนคงไม่ทนอีกต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5959410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hc0GLv0vrMzHGzZsCO3vu

