ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน-ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ-|-เดลินิวส์ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ของคนไทยยังคงเป็นปัญหาที่เข้ามากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยหนี้ครัวเรือนยังคงมีตัวเลขที่สูง จากการเร่งก่อหนี้มานานหลายปี ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ก็ถูกลดทอนลงด้วยภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ของผู้ที่เป็นหนี้ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีิวิตในแต่ละวัน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ที่ 87.4% ต่อจีดีพีแม้จะปรับลดลงมาจากระดับใกล้ 90% แต่ยังคงอยู่ระดับสูง และต่อเนื่องมายังไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 87% เนื่องจากสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มีการใช้หนี้คืนเข้ามา และธนาคารยังระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิต หรือคุณภาพหนี้ครัวเรือนค่อนข้างน่าเป็นห่วง และอีกด้านคือคนไม่ใช้จ่าย เก็บเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินและจำเป็น

แต่! สถานการณ์หนี้ยังไม่สู้ดีนัก หากดูข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมากลัับเพิ่มขึ้นมาจนเกือบแตะ 5.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.91% ต่อสินเชื่อรวม สาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก โดยตามรายงานของ ธปท. ภาวะการเงินโดยรวมมีความตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางด้อยลง เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันมาจากเศรษฐกิจ

เอ็นพีแอลปรับเพิ่ม

แม้เอ็นพีแอลในภาพรวมได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่เอ็นพีแอลในกลุ่มอุปโภคบริโภคลดลงทุกประเภท เช่นเดียวกับหนี้ที่ใกล้เป็นเอ็นพีแอล หรือมียอดค้างชำระตั้งแต่ 30-90 วัน ที่เรียกว่าเอสเอ็ม โดยกลุ่มนี้ได้ปรับลดลงเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นการจัดชั้นหนี้ที่ดีขึ้นจากการกลับมาชำระหนี้ได้ โดยธปท.เชื่อว่าเอ็นพีแอลหลังจากนี้อาจเพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าบรรดานายแบงก์จะจัดการได้ รวมไปถึงการมีมาตรการคุณสู้เราช่วย ที่ช่วยเหลือหนี้ครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ทั้งลูกหนี้บ้าน รถ และบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ

ขณะที่กลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ คือ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะสัญญาณกลุ่มนี้อ่อนแรง หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยิ่งเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐ เข้ามากระทบธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงเวลาข้างหน้า ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมความคิดว่าจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไรเพื่อให้ไปสู่การปรับตัว และอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง

แนวโน้มผิดนัดชำระ

หากดูข้อมูลของ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี” เปิดพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนและแนวโน้มการผิดนัดชำระ มีด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ กลุ่มเริ่มเข้าสู่วัยทำงานที่เริ่มต้นก่อหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก ๆ มักมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่ถือสินเชื่อประเภทอื่น ส่วนลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีขึ้นไปมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพเครดิตของลูกหนี้ที่ย่ำแย่ลง เป็นกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 15.2% อีกทั้งลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 17.3% เมื่อถือสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มเป็น 3 บัญชี และสุดท้ายเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีผสมผสานกันระหว่างผู้ให้กู้ที่มาจากทั้งธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มนอนแบงก์ มักมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้สูง

ธุรกิจเล็กน่าห่วง

ความน่ากังวลหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี สะท้อนจากข้อมูล “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านการใช้ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยในกลุ่มซูเปอร์ไมโครที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลมากถึง 14.81% ของสินเชื่อรวมตามมาด้วยกลุ่มไมโคร ยอดสินเชื่อ 5-20 ล้านบาท 12.11% และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 9.75% ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางอยู่ที่ 6.51% และขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.37%

ส่วนกลุ่มภาคธุรกิจที่มีหนี้และน่าเป็นห่วง คือ…ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ในระดับสูงที่สุด และส่วนที่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น แต่..จุดที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนจำนวนบัญชีที่จัดอยู่ในกลุ่มสถานะปกติ เริ่มทยอยลดลงในช่วงหลังโควิด ส่วนกลุ่มดีสลับแย่และกลุ่มที่มีปัญหารุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ที่เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจหลายระลอกที่กระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไทย โดยธุรกิจยิ่งเล็ก ยิ่งมีสัดส่วนของบัญชีสินเชื่อกลุ่มสถานะปกติลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

แม้การปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยชะลอการไหลลงไปสู่ชั้นหนี้เสียเอ็นพีแอล แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีประสิทธิผลที่สุดในการช่วยฟื้นธุรกิจก็ต่อเมื่อเข้าไปดูแลตั้งแต่ธุรกิจเริ่มมีสัญญาณการค้างชำระ ไม่ใช่เข้าไปดูแลหลังจากที่กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เพราะโอกาสการฟื้นตัวของหนี้เอ็นพีแอลกลับมาสู่การจัดชั้นที่ดีขึ้น ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปีหลังจากปรับโครงสร้างหนี้ จะมีไม่ถึง 10%

หนทางความอยู่รอด

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อให้หนี้ธุรกิจอยู่รอด ไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รอบใหม่ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น ขณะที่เมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น ก็จะช่วยลูกหนี้และเจ้าหนี้ เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

เร่งหลุดพ้นวังวน

ขณะเดียวกันควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน แต่แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน นอกจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือคุณสู้เราช่วยแล้วควรมีแนวทางอื่นเพื่อเข้ามาเสริมเพิ่มเติมให้ครัวเรือนหลุดพ้นวังวนหนี้ หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจ คือการรับซื้อหนี้ประชาชน ตามแนวคิด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ในไทยได้มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี ค่อนข้างมาก ถ้าหากจัดตั้งเอเอ็มซี เพื่อมารับซื้อหนี้ขึ้นอีก คงต้องดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ยังวนเวียนได้จริงหรือไม่

ปัญหาหนี้ธุรกิจและครัวเรือนถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญต้องไม่ใช่เพียงแค่แก้หนี้ แต่ควรมาจากการสร้างทักษะใหม่และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ ก่อนที่จะบั่นทอนเศรษฐกิจไทยจนเรื้อรังไปมากกว่านี้!.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5048554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTI2aEwLGNw42WxYcCfTA