วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.
เอ็ดดี้ ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้ เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคต
เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่ง ที่มีเนื้อหาระบุว่า “เมื่อห้องเรียนกลายเป็นสนามชี้อนาคตชายแดนใต้ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้อยู่แค่ในป่าเขา ไม่ได้อยู่แค่ในเหตุรุนแรง และไม่ได้อยู่แค่ในแฟ้มคดีความมั่นคง แต่อยู่ใน “ห้องเรียน” ด้วยเพราะห้องเรียนคือจุดเริ่มต้นของการหล่อหลอมภาษา ความคิด อัตลักษณ์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความรู้สึกว่าเด็กคนหนึ่ง “เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย” หรือไม่
มีข้อมูลระบุว่า รัฐใช้งบอุดหนุนด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 1,475 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก ศอ.บต. ระบุว่าเด็กไทยในพื้นที่ประมาณ 49% ยังไม่สามารถฟัง พูด อ่าน หรือเขียนภาษาไทยได้เหมาะสมตามวัย ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาษา แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า ระบบการศึกษาบางส่วนในพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมเยาวชนเข้ากับสังคมไทย โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษาต่อ ตลาดแรงงาน และความเป็นพลเมืองได้อย่างเพียงพอ
ต้องพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การเรียนศาสนา” การศึกษาศาสนาเป็นสิทธิ เป็นวิถีชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของชุมชนมุสลิม รัฐที่ฉลาดต้องไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอิสลามถูกมองเป็นภัย หรือปอเนาะกับตาดีกาถูกมองเป็นศัตรูของรัฐ แต่ปัญหาอยู่ที่ “ช่องว่างของระบบ” ช่องว่างระหว่างการศึกษาศาสนากับมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ ช่องว่างระหว่างเงินอุดหนุนกับการประเมินผล ช่องว่างระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความเป็นพลเมืองไทย และช่องว่างระหว่างการเรียนศาสนากับโอกาสชีวิตของเด็กในโลกจริง
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีตาดีกา 1,952 แห่ง และปอเนาะ 552 แห่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่า สถานศึกษาศาสนาไม่ใช่พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่นอกระบบ แต่เป็นโครงสร้างการเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่เข้าถึงเยาวชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนมุสลิมในพื้นที่
ถ้ามองในด้านวัฒนธรรม ตาดีกาและปอเนาะคือพื้นที่รักษาศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ของชุมชน แต่ถ้ามองในด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้หล่อหลอมความคิดของเด็กเหล่านี้ หลักสูตรเป็นอย่างไร ครูมีมาตรฐานแค่ไหน เนื้อหาตรวจสอบได้หรือไม่ และเด็กที่ผ่านระบบเหล่านี้มีเส้นทางชีวิตไปต่ออย่างไร
ตรงนี้คือจุดที่รัฐไทยกังวล เพราะสถานศึกษาบางรูปแบบมีความยืดหยุ่นสูง ทั้งเรื่องผู้สอน หลักสูตร เนื้อหา เวลาเรียน วิธีประเมินผล และการตรวจสอบจากรัฐ
ถ้าผู้สอนมีความรู้รอบด้าน มีทัศนคติสมดุล และเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรม เด็กจะได้ทั้งศาสนา คุณธรรม และความเข้าใจโลก แต่ถ้าผู้สอนบางรายมีแนวคิดสุดโต่ง หรือถ่ายทอดประวัติศาสตร์แบบบิดเบือน เด็กก็อาจถูกหล่อหลอมให้มองรัฐไทยและสังคมไทยในทางลบได้
หลังเหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ 15 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญลักษณ์ BRN ตำราปลุกระดม และตำราเกี่ยวกับอาวุธในปอเนาะบางแห่ง ประเด็นนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อเหมารวมปอเนาะทั้งหมด แต่สะท้อนว่า ช่องว่างของระบบการศึกษานอกระบบอาจถูกใช้เป็นพื้นที่แทรกซึมทางความคิดในบางกรณีได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าความมั่นคง คือ “เพดานของโอกาสชีวิต”
หากเด็กเรียนอยู่ในระบบที่เน้นศาสนาเป็นหลัก แต่ขาดภาษาไทย ความรู้สามัญ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะอาชีพ เด็กอาจมีความรู้ศาสนา แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา หรือเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร การศึกษาศาสนาควรเป็นฐานทางคุณธรรมและอัตลักษณ์ ไม่ใช่เพดานของโอกาสชีวิต
เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “เป็นมุสลิมที่ดี” กับ “เป็นพลเมืองไทยที่มีอนาคต” รัฐต้องทำให้เด็กเห็นว่า เขาสามารถเป็นทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน เป็นมุสลิมที่ดีได้ รักษาภาษามลายูได้ เรียนอาหรับเพื่อศาสนาได้ แต่ก็ต้องใช้ภาษาไทยได้ดีพอที่จะเรียนต่อ ทำงาน ติดต่อรัฐ ใช้สิทธิพลเมือง และมองเห็นที่ยืนของตัวเองในสังคมไทย
ภาษาไทยจึงต้องเป็น “สะพาน” ไม่ใช่ “อาวุธทางวัฒนธรรม” ถ้ารัฐสอนภาษาไทยด้วยท่าทีเหมือนจะกลืนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชุมชนจะระแวง แต่ถ้ารัฐทำให้เด็กและผู้ปกครองเห็นว่า ภาษาไทยคือประตูไปสู่การศึกษา อาชีพ กฎหมาย ราชการ เศรษฐกิจ และอนาคตที่กว้างขึ้น ภาษาไทยจะไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือของการครอบงำ แต่จะเป็นเครื่องมือของการเปิดชีวิต
ทางออกจึงไม่ใช่การเข้าไป “จัดการศาสนา” แต่คือการเข้าไป “จัดการช่องว่างของระบบ” และสิ่งแรกที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ใครเป็นเจ้าภาพ?
ปัญหาชายแดนใต้ไม่เคยขาดแผน แต่ขาดกลไกเจ้าภาพที่มีอำนาจจริง ประสานงานได้จริง และได้รับความไว้วางใจจากชุมชน หากให้ฝ่ายความมั่นคงนำเต็มตัว ชุมชนอาจมองว่านี่คือการแทรกแซงศาสนา หากให้กระทรวงศึกษาธิการทำฝ่ายเดียว ก็อาจขาดข้อมูลพื้นที่และมิติความมั่นคง
หากให้ ศอ.บต. ทำลำพัง ก็อาจติดข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และการประสานงาน โครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ควรเป็นความมั่นคงนำเต็มตัว แต่ควรเป็น “พลเรือนนำ ความมั่นคงสนับสนุน”
กระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนด้านมาตรฐานการศึกษา ศอ.บต. เป็นแกนด้านการพัฒนาและความไว้วางใจ กอ.รมน. สนับสนุนข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะจุด ไม่ใช่นำนโยบายการศึกษา
ส่วนสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลาม ผู้นำศาสนา ครูท้องถิ่น ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องร่วมเป็นเจ้าของกระบวนการ เพราะนโยบายนี้จะสำเร็จไม่ได้ หากรัฐคิดเอง พูดเอง และสั่งเองฝ่ายเดียว
ระยะแรก รัฐต้องสร้างความไว้วางใจก่อน ต้องสื่อสารให้ชัดว่า รัฐไม่ได้ต้องการปิดปอเนาะ ไม่ได้ต้องการลบตาดีกา และไม่ได้มองอิสลามเป็นภัย แต่ต้องการให้เด็กมุสลิมในพื้นที่มีทั้งศาสนา ภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และอนาคตที่กว้างขึ้น
ถ้าชุมชนรู้สึกว่ารัฐกำลังควบคุมศาสนา มาตรการทั้งหมดจะถูกต่อต้านตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าชุมชนเห็นว่ารัฐกำลังเปิดอนาคตให้ลูกหลาน ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ระยะต่อมา จึงค่อยสร้างมาตรฐานร่วม เด็กต้องมีทักษะภาษาไทยตามวัย มีความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ครูต้องผ่านการอบรมขั้นต่ำด้านการสอนและสังคมพหุวัฒนธรรมเนื้อหาต้องไม่บ่มเพาะความเกลียดชัง และสถานศึกษาที่รับเงินรัฐต้องยอมรับการประเมินผลที่โปร่งใส รัฐไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกคำสอนทางศาสนา
แต่รัฐมีสิทธิและหน้าที่รับประกันว่า เด็กที่อยู่ในประเทศไทยต้องไม่ถูกปิดกั้นจากภาษา ทักษะ และอนาคตในสังคมไทย
เงินอุดหนุนก็ต้องเปลี่ยนจากการจ่ายตามจำนวนหัว มาเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพ รัฐควรจ่ายเงินพื้นฐานเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้ แต่ควรมีเงินเพิ่มตามคุณภาพ เช่น เด็กอ่านเขียนภาษาไทยดีขึ้น ครูผ่านการอบรม หลักสูตรได้รับการรับรอง หรือมีระบบแนะแนวอาชีพ
วิธีนี้จะทำให้สถานศึกษาไม่รู้สึกว่ารัฐเข้ามาลงโทษ แต่เห็นว่าการยกระดับมาตรฐานทำให้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น
จุดชี้ขาดอีกเรื่องคือ โต๊ะครู บาบอ และครูศาสนา คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สอน แต่เป็นผู้มีสถานะทางสังคมและศีลธรรมในชุมชน สถานะนั้นผูกกับระบบเดิมที่เขาเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้คือแรงต้านที่แท้จริง และเงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้
หากรัฐเข้าไปด้วยภาษาของการควบคุม เขาจะรู้สึกว่าสูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและอิทธิพลพร้อมกัน ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การต่อต้านเปิดหน้า แต่เป็นความร่วมมือปลายปากและแรงต้านเงียบที่ลึกกว่า
รัฐจึงต้องเปลี่ยนโต๊ะครูจาก “ผู้ถูกกำกับ” เป็น “หุ้นส่วนของการยกระดับการศึกษา” ให้การอบรมที่เพิ่มคุณค่า ไม่ใช่ลดอำนาจ ให้การรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ให้ค่าตอบแทนที่สะท้อนบทบาทที่แท้จริง ให้โควตาทุนแก่ลูกศิษย์ที่เรียนดี และเปิดโอกาสเชื่อมกับเครือข่ายการศึกษาศาสนาสายกลางในต่างประเทศ
ถ้ารัฐทำให้โต๊ะครูเห็นว่า การร่วมมือกับรัฐทำให้เขามีเกียรติมากขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้น และลูกศิษย์มีอนาคตมากขึ้น ความร่วมมือจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าทำให้เขารู้สึกว่าถูกรัฐจับผิด ความร่วมมือจะกลายเป็นแรงต้านเงียบที่ดับนโยบายทุกข้อก่อนที่จะเริ่มต้น สุดท้าย รัฐต้องสร้างเส้นทางอนาคตให้เด็ก ทุนเรียนต่อสายสามัญ ทุนอาชีวะ ทุนครูสองภาษา โควตาเข้ามหาวิทยาลัย ฝึกงานกับธุรกิจฮาลาล เส้นทางอาชีพในภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ถ้าเด็กเห็นว่าเรียนแล้วมีอนาคต มีงาน มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี เขาจะมีแรงจูงใจอยู่กับระบบปกติ
แต่ถ้าเด็กเรียนแล้วมองไม่เห็นทางไปต่อ ความรู้สึกแปลกแยกจะถูกผลิตซ้ำ และพื้นที่นั้นจะถูกเติมเต็มโดยแนวคิดสุดโต่ง
ข้อควรระวังคือ มาตรการอย่างลูกเสือ เนตรนารี หรือนักศึกษาวิชาทหาร แม้อาจมีประโยชน์ในด้านวินัย ภาวะผู้นำ และความสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม แต่หากทำแบบแข็งหรือมีกลิ่นอายบังคับมากเกินไป ชุมชนอาจรู้สึกว่ารัฐกำลังทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ควบคุมทางความมั่นคง
กิจกรรมเยาวชนจึงควรออกแบบให้สร้างสรรค์ เช่น กีฬา ศิลปะ เทคโนโลยี อาสาสมัคร สิ่งแวดล้อม ภาวะผู้นำ และการทำงานร่วมกันข้ามศาสนา มากกว่าภาพของการฝึกระเบียบเพียงอย่างเดียว
สรุปให้ชัดที่สุด ตาดีกา ปอเนาะ และสถาบันสอนศาสนา ไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่ระบบที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการเชื่อมต่อกับทักษะชีวิต และเปิดช่องให้การบิดเบือนความคิดต่างหาก คือปัญหา เงินอุดหนุนไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การให้เงินโดยไม่มีระบบประเมินผลที่ชัดเจนต่างหาก คือปัญหา
การเรียนศาสนาไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง แต่การเรียนศาสนาโดยตัดขาดจากภาษาไทย ความรู้สามัญ ทักษะอาชีพ และความเป็นพลเมืองต่างหาก คือปัญหา
ทางออกจึงไม่ใช่การปิดกั้นศาสนา แต่คือการเปิดอนาคตให้เด็ก ให้เด็กเรียนศาสนาได้ แต่ต้องอ่านออกเขียนได้ ใช้ภาษาไทยได้ เข้าใจโลกได้ มีอาชีพได้ อยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้ และมองเห็นว่าตัวเองมีที่ยืนในสังคมไทย
ศึกนี้ชนะไม่ได้ด้วยคำสั่งอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วยความไว้วางใจ มาตรฐาน และแรงจูงใจที่ทำให้ชุมชนอยากเดินไปกับรัฐเอง เพราะถ้ารัฐปล่อยช่องว่างไว้ คนอื่นจะเข้ามาเติมช่องว่างนั้นแทน และเมื่อรัฐเสียเยาวชนในสนามความคิดแล้ว การชนะในสนามความมั่นคงก็แทบไม่มีวันจบ”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960837&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hQ-ZWqjtd4C2zOdk1eP7U

