เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงถึงการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องปัญหา “กองถ่ายศูนย์เหรียญ” หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการเข้ามาดำเนินธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ที่นำเข้าอุปกรณ์และแรงงานเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย
นายอิสริยะ กล่าวว่า ประเทศไทยมีรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจากธุรกิจกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาใช้พื้นที่ถ่ายทำ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันกำลังเกิดวิกฤตการณ์กองถ่ายศูนย์เหรียญขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะกองถ่ายจากประเทศจีนที่ลักลอบนำอุปกรณ์การถ่ายทำ เช่น กล้อง ไฟ และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ เข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยหลีกเลี่ยงการเช่าอุปกรณ์จากผู้ประกอบการไทย และไม่มีการใช้แรงงานคนไทยเลย แต่ใช้แรงงานที่ขนเข้ามาจากประเทศจีนทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยและคนทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาลเลย
นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า จากการประชุมหารือร่วมกันในวันนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นนิมิตหมายอันดีในการประสานงานร่วมกัน โดยตัวแทนผู้ประกอบการไทยได้ชี้เป้าและระบุพิกัดสถานที่จัดเก็บอุปกรณ์ถ่ายทำผิดกฎหมายให้กับกรมศุลกากรและกรมการจัดหางานเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ทั้งสองหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายโดยตรงจะเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและกวาดล้างสถานที่จัดเก็บอุปกรณ์และจับกุมแรงงานที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างเร่งด่วน โดยคณะกรรมาธิการฯ จะติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และจะนำข้อมูลมารายงานแก่พี่น้องประชาชนต่อไป
ขณะที่นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส.กทม. ในฐานะคณะทำงานเชิงประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรม พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหานี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่มีกระบวนการและส่งผลกระทบต่างกัน ส่วนแรกคือกลุ่มกองถ่ายต่างประเทศที่ยื่นขอสิทธิประโยชน์เงินคืน (Cash Rebate) หรือมาตรการจูงใจ (Incentive) ของรัฐบาล ซึ่งกำหนดเกณฑ์การคืนเงินขั้นบันไดตั้งแต่ 15-30% สำหรับกองถ่ายที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องยื่นเอกสารบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียดและโปร่งใส ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลตรวจสอบและควบคุมได้เป็นอย่างดี
นายนายณพัฎน์ กล่าวว่า แต่ปัญหาที่แท้จริงคือส่วนที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มกองถ่ายที่ไม่ได้ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากเงินลงทุนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 50 ล้านบาท ทำให้กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (กปท.) กรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ไม่มีข้อมูลว่ากองถ่ายเหล่านี้มีการใช้จ่ายเงินอย่างไร มีการเช่าอุปกรณ์ที่เลี่ยงภาษีหรือไม่ หรือปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของไทยอย่างถูกต้องหรือไม่
นายณพัฎน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ งบประมาณสนับสนุนระบบ Cash Rebate ของกรมการท่องเที่ยวที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปีงบประมาณมีเพียงประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ต้องคืนให้กองถ่ายต่างประเทศจริง ส่งผลให้เกิดปัญหารัฐค้างจ่ายเงินคืนแก่กองถ่ายหลายแห่งจนล่าช้า และทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศรายใหญ่เลือกที่จะย้ายไปถ่ายทำในประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบการจ่ายเงินมีความแน่นอนและรวดเร็วกว่า ประเทศไทยจึงสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างน่าเสียดาย
ด้านนายภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กทม. ในฐานะคณะทำงานเชิงประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรม พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหา กองถ่ายศูนย์เหรียญ ไม่ได้กระทบเพียงแค่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้น แต่กำลังลุกลามและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างไปยังอุตสาหกรรมโฆษณา สารคดี ตลอดจนธุรกิจการจัดอีเวนท์และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยอุปกรณ์เฉพาะทางและแรงงานทักษะตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง การเข้ามาของทุนต่างชาติที่ขนแรงงานและอุปกรณ์ของตนเองเข้ามาทำงานแบบเบ็ดเสร็จ จึงเป็นการตัดช่องทางและโอกาสในการพัฒนาฝีมือและตัดโอกาสการจ้างงานของแรงงานไทยอย่างสิ้นเชิง
นายภูริวรรธก์ กล่าวต่อไปว่า จากการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ พบว่าหน่วยงานรัฐหลายแห่งไม่มีข้อมูลและไม่มีระบบการประสานงานตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เช่น กรมศุลกากรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการนำเข้าอุปกรณ์ผ่านระบบสิทธิการค้ำประกันศุลกากรชั่วคราว (ATA Carnet) ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นถูกนำเข้ามาอย่างไรและถูกส่งกลับประเทศต้นทางจริงหรือไม่ตามกำหนดเวลา หรือกรมการจัดหางานที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้กับแรงงานต่างชาติ แต่กลับพบว่าข้อมูลการตรวจสอบและสถิติต่างๆ เกี่ยวกับกองถ่ายศูนย์เหรียญและการใช้แรงงานเถื่อนในกองถ่ายไม่เคยปรากฏอยู่ในระบบสถิติของหน่วยงานเหล่านี้เลย
นายภูริวรรธก์ กล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบปัญหาเรื่องการจดทะเบียนบริษัทตัวแทน (Nominee) โดยกลุ่มทุนต่างชาติหลีกเลี่ยงกฎหมายด้วยการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นบังหน้า หรือในบางกรณีจดทะเบียนเป็นบริษัทต่างด้าว 100% แต่ดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนขาดการตรวจสอบจากกรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สะท้อนถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและระบบการกำกับดูแลที่ปล่อยปละละเลยมานานกว่า 4-5 ปี จนสร้างความเสียหายและทำลายผู้ประกอบการไทยอย่างรุนแรง
ขณะที่นายสมบูรณ์ พิริยะภักดีกุล ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมและไม่มีงานทำ เนื่องจากบริษัทจีนเข้ามาตั้งบริษัทตัวแทนในไทยโดยใช้ทุนจดทะเบียนเพียง 2 แสนบาท และลักลอบนำเข้าอุปกรณ์ถ่ายทำจำนวนมหาศาลโดยเลี่ยงภาษี เพื่อมาให้บริการเช่าอุปกรณ์แก่กองถ่ายจีนด้วยกันเอง โดยไม่ผ่านระบบสรรพากรของไทย และไม่มีการขออนุญาตจาก BOI อย่างถูกต้องเนื่องจากทุนจดทะเบียนไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ แม้แต่กลุ่มกองถ่ายต่างประเทศรายใหญ่ที่มีสิทธิยื่นขอรับเงินคืน (Cash Rebate) ก็เริ่มมีพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการนำเข้าอุปกรณ์จำนวนมากจากต่างประเทศในแต่ละงานเพื่อเลี่ยงการเช่าอุปกรณ์ในไทย ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายจริงและสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ควรตกแก่คนไทย กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6315375/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-V6-Ews0Cf31KXvyuucrD

