คุยกับ-imf-รับยุคดอกเบี้ยขาขึ้น-วันที่หนี้ทั่วโลกใกล้แตะ-100%-ของจีดีพีคุยกับ IMF รับยุคดอกเบี้ยขาขึ้น วันที่หนี้ทั่วโลกใกล้แตะ 100% ของจีดีพี

“ความจริงก็คือ ในอีกหลายปีข้างหน้า เราน่าจะต้องอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เว้นแต่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น”

  • หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังพุ่งสูงใกล้แตะ 100% ของจีดีพี สวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้รัฐบาลต่างๆ เผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
  • IMF แนะให้รัฐบาลทั่วโลกรักษาความยั่งยืนทางการคลัง โดยไม่สร้างหนี้ และการขาดดุลเพิ่ม และเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐในด้านที่คุ้มค่าที่สุด
  • แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี ซึ่งจะส่งผลให้ภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น และเบียดบังงบประมาณด้านอื่นๆ
  • สำหรับประเทศไทย IMF แนะให้มองเศรษฐกิจเป็นการวิ่งมาราธอนที่ต้องเน้นการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่การกระตุ้นระยะสั้น และต้องบริหารจัดการหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานอย่างรอบคอบ

“หนี้สาธารณะ” ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลหลายประเทศ หลังยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมานานกว่า 15 ปี กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่ต้นทุนกู้ยืมมีแนวโน้มสูงต่อไปอีกหลายปี ทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังการขาดดุลการคลัง และเลือกใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังที่จำกัดลง

“โรดริโก วัลเดส” (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 (IMF-World Bank)ที่กรุงเทพฯ ว่า ภายใต้ภาวะที่จำกัดเช่นนี้ หลายประเทศควรโฟกัสไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ โดยมุ่งใช้งบประมาณในด้านที่ให้ผลคุ้มค่ามากที่สุด และแนะนำประเทศไทยว่าเศรษฐกิจเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น แต่ต้องมองยาวๆ

โลกแบกหนี้สูงในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

วัลเดส กล่าวว่า ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่ดำเนินนโยบายการคลังค่อนข้างผ่อนคลายมานาน หลังเผชิญแรงกระแทกหลายครั้งจนหนี้ และการขาดดุลสะสมเพิ่มขึ้น แต่ในยุคดอกเบี้ยต่ำ เรื่องเหล่านี้ยังไม่เป็นปัญหานัก

ปัจจุบันแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน และพลังงานทำให้ทั่วโลกเผชิญการขาดดุลหนัก ขณะที่ภาคเอกชนสหรัฐออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นมากจากการลงทุนใน AI ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกสูงขึ้น

“เรื่องนี้เปรียบได้กับครอบครัวหนึ่ง หากคุณมีหนี้อยู่แล้ว และอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ภาระในการชำระหนี้ก็จะหนักขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้เรากำลังตระหนักว่าการบริหารหนี้จำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่ายในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น”

เขาระบุว่า ตลาดการเงินเริ่มกังวลมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ยังไม่ได้ดำเนินมาตรการรับมือกับความท้าทายนี้

เตือนอย่าขาดดุลเพิ่ม แนะใช้เงินให้ตรงจุด

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ท่ามกลางสงคราม วิกฤติพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า แต่ก็ยังจำเป็นต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และการศึกษา วัลเดสตอบว่า สิ่งแรกคือ ต้องไม่ทำให้ความยั่งยืนทางการคลังตกอยู่ในความเสี่ยง

“สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ การปล่อยให้หนี้ และการขาดดุลการคลังเพิ่มสูงขึ้นมากเกินไป เพราะรัฐบาลถูกล่อลวงให้เลือกวิธีแก้ปัญหาที่ดูง่ายในระยะสั้น แต่กลับมีต้นทุนสูงมากในระยะยาว ซึ่งก็คือ การปล่อยให้การขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น”

ประการที่สอง ต้องทำให้รายได้ของรัฐบาลสอดคล้องกับเป้าหมาย หากต้องการลงทุนมากขึ้นทั้งโรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องจัดเก็บภาษีให้เพียงพอ “หลายประเทศยังมีช่องโหว่ และข้อยกเว้นทางภาษีที่ปรับปรุงได้” เพื่อเพิ่มทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรายได้ของรัฐบาล

ด้านรายจ่าย วัลเดส กล่าวว่า หลายประเทศรวมถึงไทยยังมีโอกาสใช้งบให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดย IMF เคยเสนอแนวทาง “Spend Smarter” หรือการใช้เงินในด้านที่ให้ประโยชน์สูงสุด

ตัวอย่างคือ การเลี่ยงอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในวงกว้าง ซึ่งมีต้นทุนสูง และโดยทั่วไปเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูงมากกว่า โดย “การให้ความช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายจึงดีกว่า เพราะจะช่วยประหยัดงบประมาณเพื่อนำไปใช้ในด้านอื่นได้”

สำหรับบางประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ปัญหาคือ รายจ่ายบำนาญที่ไม่ยั่งยืน จนต้องกลับมาทบทวน “ข้อตกลงทางสังคม” ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยากกว่ามาก

“สิ่งสำคัญมีสามข้อคือ 1. อย่าทำให้ความยั่งยืนทางการคลังตกอยู่ในความเสี่ยง 2. ทำให้เป้าหมายของรัฐบาลสอดคล้องกับรายได้ และ 3. ระวังว่าจะใช้เงินอย่างไร เพราะเงินจำนวนเท่ากันให้ผลลัพธ์ต่างกันได้มาก”

วัลเดส กล่าวว่า บางช่วงรัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่ตอนนี้เศรษฐกิจโลกยังรับมือกับแรงกระแทกได้ดี จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะขยายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

ดอกเบี้ยโลกจะสูงไปอีกหลายปี

สำหรับแนวโน้มหนี้สาธารณะโลก ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 100% ของจีดีพีภายในปี 2029 วัลเดส กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องจ่าย ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ดังนั้น หากประเทศเหล่านี้ยังคงมีความต้องการกู้ยืมสูง ขณะที่ภาคเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นจนทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมที่แพงขึ้นในประเทศเหล่านั้นก็จะส่งผ่านมายังประเทศอื่นๆ ตามไปด้วย

วัลเดส กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศตลาดเกิดใหม่จะรับมือกับสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี โดยส่วนต่างต้นทุนกู้ยืมเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วปรับตัวแคบลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้นได้ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้วปรับสูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมของตลาดเกิดใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“ความจริงก็คือ ในอีกหลายปีข้างหน้า เราน่าจะต้องอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เว้นแต่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น”

ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและเบียดบังรายจ่ายด้านอื่น รัฐบาลจึงต้องระวังทั้งการขาดดุล และระดับหนี้

เมื่อถามว่าใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น วัลเดสกล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวไปอยู่ในระดับที่สามารถจูงใจให้ผู้คนเข้ามาจัดหาเงินทุนรองรับความต้องการดังกล่าว

วัลเดสอธิบายว่า ปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกกำลังขาดดุลการคลัง และต้องกู้เงินมาชดเชย ขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องการเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากกระแส AI ทำให้ความต้องการเงินทุนทั่วโลกสูงขึ้นตามไปด้วย เกิดการแข่งขันกันหาเงินทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการออมมากขึ้น เพื่อนำเงินมารองรับความต้องการลงทุนเหล่านี้

“เป็นเรื่องยากมากที่จะหลีกเลี่ยงความเป็นจริงใหม่นี้ ซึ่งแตกต่างจากช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ที่เราอยู่ในยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก เราน่าจะกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อนโยบายการคลัง และเรื่องอื่นๆ รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์นี้”

เศรษฐกิจไทยโตช้า ต้องทำอย่างไร

สำหรับประเด็นที่ “เศรษฐกิจไทย” โตช้าต่อเนื่องหลังวิกฤติการเงินเอเชียปี 1997 วัลเดส กล่าวว่า ต้องมองเอเชียในภาพรวมก่อน เพราะภูมิภาคนี้เป็นตัวอย่างของการดำเนินนโยบายที่ดีนับจากวิกฤติครั้งนั้น

“บางครั้งเมื่ออยู่ในประเทศของตัวเอง เราอาจรู้สึกว่ามีปัญหามากมาย แต่ประเทศอื่นๆ อาจอยากมีปัญหาแบบคุณด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาเผชิญปัญหาหนักกว่า ทั้งเงินเฟ้อสูง หนี้ไม่ยั่งยืน และเศรษฐกิจโตต่ำมาก”

อย่างไรก็ตาม วัลเดสยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยส่วนหนึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็มักจะชะลอตัวลง แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องเปลี่ยนไป”

รายงานประเมินเศรษฐกิจไทยประจำปี Article IV Consultation ของ IMF วิเคราะห์เรื่องนี้ และมีข้อเสนอแนะไว้แล้ว

วัลเดสยังกล่าวถึงรายงาน Fiscal Monitor ฉบับล่าสุดของ IMF ซึ่งศึกษาการออกแบบระบบภาษีให้เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าการออกแบบภาษีแต่ละประเภทมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะสามารถช่วยลดผลกระทบที่บิดเบือนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

“ภาษีทุกประเภทที่คุณจัดเก็บย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจในบางด้าน แต่ขนาดของผลกระทบเหล่านั้นสามารถลดลงได้ หากเราให้ความสำคัญกับรายละเอียดทางเศรษฐศาสตร์ระดับจุลภาค” วัลเดส กล่าว โดยตัวอย่างคือ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งรัฐบาลอาจคิดว่าช่วยประชาชนบางกลุ่ม แต่ก็สร้างการบิดเบือนทางเศรษฐกิจได้

เศรษฐกิจเป็นมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น

เมื่อมองถึงประเทศไทย วัลเดสให้ความเห็นว่าควรต้องเน้นอัตราการเติบโตระยะยาว (Trend Growth) มากกว่าการเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Growth)

“เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอลงชั่วคราว รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ แต่ผมอยากเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการวิ่งมาราธอน เมื่อคุณฝึกซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอน คุณต้องฝึกเพื่อให้สามารถวิ่งได้ในระยะทางไกล ไม่ใช่เตรียมตัวเหมือนกำลังจะวิ่งระยะสั้น”

วัลเดส กล่าวว่า คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สามารถวิ่งมาราธอนได้เร็วขึ้นด้วย ซึ่งคำตอบคือ การฝึกซ้อม และหากเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจ การฝึกซ้อมดังกล่าวก็คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนด้านการศึกษาให้ดีขึ้น และการยกระดับคุณภาพบริการภาครัฐ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมสามารถทำงานได้ดีขึ้น

ไทยยังควรใช้ประโยชน์จากการอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเติบโตเร็วกว่าหลายภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าและการผลิต

“ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะ จึงไม่ต้องการบอกว่าประเทศไทย จำเป็นต้องทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นอย่างเจาะจง แต่ผมคิดว่าประเทศไทย มีโอกาสสำคัญอีกมากที่สามารถใช้ประโยชน์ได้”

 3 เรื่องต้องเตรียมรับมือในทศวรรษหน้า

เมื่อถามว่าหากมองไปข้างหน้าอีก 10 ปี รัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมในเรื่องใดบ้าง วัลเดส กล่าวว่ามี 3 เรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือในทศวรรษหน้า

  • เรื่องแรกคือ “AI” จะอยู่กับโลกต่อไป รัฐบาลต้องเตรียมประชาชนให้พร้อม แต่คำถามสำคัญคือ เราจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนอย่างไร ซึ่งขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังพยายามหาคำตอบกันอยู่ “สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักอย่างจริงจังว่า AI เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของโลก”
  • เรื่องที่สองคือ เศรษฐกิจโลกกำลังแบ่งแยกออกจากกันมากขึ้น จากปัญหา และความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐศาสตร์ แต่ภายในเอเชียยังมีเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการค้าระหว่างประเทศ และการรักษาความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ จึงยังมีความสำคัญอย่างมาก
  • ส่วนเรื่องที่สาม เป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจมหภาค และการคลัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง โดยประเทศไทยมีกรอบการคลังที่ใช้การได้ค่อนข้างดี และที่ผ่านมาไทยมีความระมัดระวังในการบริหารการคลังภาครัฐอย่างมาก แต่ระดับหนี้สาธารณะก็กำลังเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้

“ในอนาคต ประเทศไทยจำเป็นต้องหารือกันว่า ระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไร และต้องการใช้กรอบการคลังแบบใดในอีกหลายปีข้างหน้า” วัลเดส กล่าวถึงหนี้สาธารณะปัจจุบันของไทยซึ่งอยู่ที่ 67.94% ของจีดีพี ท่ามกลางเพดานหนี้ซึ่งถูขยายล่าสุดไปอยู่ที่ระดับ 70% ของจีดีพี

เขาย้ำว่า ไม่ควรใช้นโยบายการคลังเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ควรรักษาการขาดดุลให้อยู่ในระดับต่ำ และลงทุนในโครงการที่ดีเพื่อเพิ่มการเติบโตระยะยาว

“คุณต้องรักษาการขาดดุลให้อยู่ในระดับต่ำ และลงทุนในโครงการที่ดี เพื่อให้การใช้จ่ายของรัฐบาลช่วยยกระดับการเติบโตระยะยาว หรือเปรียบกับมาราธอนก็คือ การวิ่งให้ได้ดีขึ้นตลอดระยะทาง”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1257047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yfFdrs9mwxpsPVolr6Iql