สิ้นเสียงนกหวีดนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 ภาพของขุนพล “กระทิงดุ” ที่ชูถ้วยแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่ เอาชนะอาร์เจนติน่า 1-0 กลายเป็นภาพจำที่สะพัดไปทั่วทุกหน้าสื่อ คนทั่วโลกเฉลิมฉลองให้กับทักษะฟุตบอลระดับเหนือชั้น และมนต์เสน่ห์ของลูกหนังจากคาบสมุทรไอบีเรีย
แต่ถ้าเราลองก้าวออกจากสนามฟุตบอล แล้วมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจ จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า ฟุตบอลเป็นเพียง “หน้าร้าน” หรือ สปริงบอร์ดชั้นดี ที่ช่วยส่งให้ภาพลักษณ์และ “แบรนด์แห่งชาติ” ของสเปนแข็งแกร่งขึ้น จนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงเบื้องหลังได้อย่างมหาศาล
แต่ความน่าทึ่งคือ ประเทศเดียวกันนี้เป็นทั้งบ้านของสโมสรฟุตบอลระดับตำนานอย่าง Real Madrid และ Barcelona แต่ขณะเดียวกันก็เป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรแฟชั่นระดับโลกอย่าง Zara (Inditex), Mango และแบรนด์หรูอย่าง Loewe ด้วย
Thairath Money ชวนเปิดเบื้องหลังถ้วยแชมป์โลก สเปนสร้างเงินจากอะไร และขับเคลื่อนประเทศอย่างไรจนกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 5 ของยุโรป ?
ฟุตบอลคือ Soft Power ปูทางสู่เครื่องจักรเศรษฐกิจ
จริงอยู่ที่การคว้าแชมป์โลกสร้างความสุขให้คนในชาติ แต่ในทางธุรกิจ ฟุตบอลสเปน ทั้งทีมชาติ และความนิยมของลีค La Liga คือการประชาสัมพันธ์ประเทศที่ทรงพลังที่สุด คนทั่วโลกจดจำชื่อเมือง มาดริด หรือ บาร์เซโลนา ได้จากเสียงเชียร์ในสโมสร
สิ่งเหล่านี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง คาดปี 2026 นี้ สเปนจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 100 ล้านคน กวาดรายได้เข้าประเทศจนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายยอดฮิต Top 3 ของโลก โดยภาคการท่องเที่ยวสร้างสัดส่วนรายได้สูงถึง 12-13% ของ GDP ซึ่งมีแฟนบอลจำนวนมากที่เดินทางมาเพียงเพื่อซึมซับบรรยากาศ เยือนสนามแข่ง และซื้อของที่ระลึก ก่อนจะเลยไปจับจ่ายใช้สอยส่วนอื่นในประเทศ
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรายงานว่า การท่องเที่ยวของสเปน เน้นสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยเฉพาะในหมวดวัฒนธรรม ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด อัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวสูงถึง 1,382 ยูโร
มหาอำนาจการส่งออกแฟชั่น และวัฒนธรรมที่มีคนพูดกว่า 500 ล้านคน
นอกจากเสื้อแข่งฟุตบอล สเปนคือผู้กำหนดทิศทางวงการแฟชั่นโลก หลายคนใส่นวัตกรรม Fast Fashion ของ Zara หรือแต่งตัวด้วยแบรนด์ Mango โดยอาจไม่ทันนึกว่านี่คือแบรนด์สัญชาติสเปน รวมไปถึงแบรนด์เครื่องหนังระดับไฮเอนด์อย่าง Loewe ที่สร้างส่วนต่างกำไรและมูลค่าแบรนด์มหาศาลในระดับสากล
ความแข็งแกร่งนี้ยังถูกเกื้อหนุนด้วยทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่าง “ภาษาสเปน” ซึ่งปัจจุบันมีผู้พูดเป็นภาษาแม่ทะลุ 500 ล้านคนทั่วโลก ภาษาที่กระจายอยู่ทั่วละตินอเมริกาและอเมริกาเหนือนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้สื่อ วรรณกรรม และซีรีส์สเปนขายได้ทั่วโลก แต่ยังช่วยลดต้นทุนการค้าและดึงดูดการลงทุนข้ามชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ครัวแห่งยุโรป” และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ตัดภาพมาที่ภาคการผลิต หากใครคิดว่าสเปนมีดีแค่ท่องเที่ยวและบันเทิง อาจต้องมองใหม่ เพราะประเทศนี้คือ “อู่ข้าวอู่น้ำของยุโรป” สเปนครองตำแหน่งผู้ส่งออก น้ำมันมะกอก อันดับ 1 ของโลก รวมถึงไวน์คุณภาพเยี่ยม ผลไม้สด และแฮมระดับพรีเมียมอย่าง Iberico
สเปนยังเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่เป็นอันดับที่สองของทวีปยุโรป รองจากประเทศอิตาลี และเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ในทวีป โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 656,250 ไร่
พื้นที่เกษตรกรรมอัจฉริยะอย่าง “ทะเลพลาสติกแห่งอัลเมเรีย” (Mar de Plástico) ทางตอนใต้ของประเทศ ที่มองเห็นเป็นผืนสีขาวได้จากอวกาศ คือหลักฐานของการใช้นวัตกรรมเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นโรงเรือนกระจกที่ผลิตผักผลไม้ป้อนคนทั้งยุโรป
ยานยนต์ ระบบราง และผู้นำพลังงานสะอาด
ลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง สเปนคือผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป (รองจากเยอรมนี) เป็นฐานการผลิตสำคัญของแบรนด์ชั้นนำ และมีระบบรถไฟความเร็วสูง (AVE) ที่ยาวที่สุดในยุโรปเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่โลกบีบให้ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สเปนซุ่มลงทุนหนักในพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind Energy) มานานหลายปี จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของทวีปยุโรปอย่างเต็มภาคภูมิ
จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จของสเปน จึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสนามฟุตบอล หากแต่เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเศรษฐกิจบนฐานความรู้ เทคโนโลยี และการใช้สินค้าวัฒนธรรมเป็นตัวนำทางนั่นเอง
ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ,IMF ,OECD ,CaixaBank Research ,Instituto Cervantes
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2947346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fS2A6ptQb2QZhLtIY56H8

