‘ปิยะชาติ’-ชี้ยั่งยืนคือเกมเศรษฐกิจใหม่-แนะองค์กรเร่งปรับก่อนตกขบวน-|-เดลินิวส์‘ปิยะชาติ’ ชี้ยั่งยืนคือเกมเศรษฐกิจใหม่ แนะองค์กรเร่งปรับก่อนตกขบวน | เดลินิวส์

‘เดลินิวส์’ จัดงานเสวนา ‘ซัสเทน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026’ (Sustain Dailynews Talk 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจ ยั่งยืน ได้อย่างไร?’ เพื่อชวนภาคธุรกิจร่วมค้นหาทิศทางการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกติกาการค้าใหม่ที่เข้มข้นขึ้น

 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้งแบรนดิ อินสทิทิวต์ ออฟ ซิสเทมาติก ทรานส์ฟอร์เมชัน (BRANDi Institute of Systematic Transformation: BiOST), ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี เคมิคอลส์ : SCGC) และนายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ทั้งนี้มีนายปารเมศ เหตระกูล, นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ, นายนต รุจิรวงศ์, น.ส.นลิน รุจิรวงศ์, นายนนท์ รุจิรวงศ์ และนายภาสภณ เหตระกูล ผู้บริหารเดลินิวส์ ให้การต้อนรับ

‘นายปิยะชาติ อิศรภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้งแบรนดิ อินสทิทิวต์ ออฟ ซิสเทมาติก ทรานส์ฟอร์เมชัน (BRANDi Institute of Systematic Transformation: BiOST) กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ‘วิสัยทัศน์’ และ ‘วิกฤติ’ ในอดีตหลายองค์กรอาจขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันแรงกดดันจากวิกฤตระดับโลกกำลังเร่งให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สะสมของระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่สร้างความเหลื่อมล้ำ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ทรัพยากรพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำสะอาด มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจกลายเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้ยากในอนาคต

ปิยะชาติอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจต้องเผชิญเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ระดับ ระดับแรกคือระดับโลก ซึ่งความยั่งยืนกลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระดับต่อมาคือตลาด ที่กติกาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสมัครใจไปสู่เงื่อนไขที่ทุกธุรกิจต้องปฏิบัติตาม หากทำไม่ได้ก็อาจเสียโอกาสในการแข่งขัน ส่วนระดับสุดท้ายคือภายในองค์กร ซึ่งสิ่งที่ต้องเปลี่ยนมากที่สุดคือวิธีคิดของผู้บริหาร เพราะการมองเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาวอีกต่อไป

การแข่งขันในโลกยุคใหม่จึงไม่ควรวัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึง ‘คุณภาพของเศรษฐกิจ’ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ความพร้อมของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน การพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในระยะยาว

พร้อมเสนอแนวคิด ‘ซัสเทนโนมี’ (Sustainomy) ซึ่งเป็นการนำความยั่งยืนมาเชื่อมเข้ากับระบบเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยมองว่าการเติบโตของธุรกิจควรเดินไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ การยกระดับคุณภาพชีวิต หรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังเสนอแนวทางบริหารทุน 4 ด้าน ได้แก่ การนิยามทุนใหม่ การกระจายทุน การพัฒนาทุน และการจัดสรรทุนใหม่ เพื่อให้ทุกการลงทุนสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่ไปกับผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ปิยะชาติกล่าวต่อไปว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดดังกล่าวคือการเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า ‘ทุน’ โดยไม่ควรมองคนและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่ต้องมองว่าเป็นทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากได้รับการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้การเติบโตเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

สำหรับการวางกลยุทธ์ ปิยะชาติกล่าวว่าธุรกิจไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเสมอไป แต่ควรสร้างจุดยืนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยใช้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้แบรนด์และสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมยกตัวอย่างองค์กรที่สามารถเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นสินค้าใหม่ หรือสร้างโมเดลธุรกิจที่คืนประโยชน์กลับสู่สังคม จนกลายเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

ดังนั้นองค์กรต้องเตรียมความพร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Future-proofing) เพราะโลกธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยที่คาดไม่ถึง

พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ธุรกิจควรกังวลไม่ใช่ต้นทุนของการปรับตัว แต่เป็นต้นทุนของการไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อกฎเกณฑ์ใหม่เริ่มมีผล การปรับตัวไม่ทันอาจส่งผลต่อโอกาสในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ดังนั้นองค์กรจึงควรเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเร่งพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ เช่น การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจและการเข้าถึงตลาดในอนาคต

“ในโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นองค์ประกอบของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธุรกิจไม่สามารถรอให้มีกำไรก่อนแล้วค่อยลงทุนด้านความยั่งยืน เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ความสามารถในการแข่งขันก็จะค่อยๆ ลดลง และโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลกก็อาจหายไปในที่สุด” ปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5986317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wiDnyNjYUVxFmv-mVIavr