ถกงบ 70 วันแรก ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลจัดงบ “ฝีแตก” และคำว่าเอไอ “กลายเป็นรหัสกดเอทีเอ็มใหม่”

.

ที่มาของภาพ, Thai news pix

Published

เวลาอ่าน: 12 นาที

วันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระที่ 1 เป็นวันแรก โดยในปีนี้ทางคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎรหรือวิป 3 ฝ่าย) เคาะให้มีการอภิปรายเป็นเวลาทั้งหมด 41 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค.

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงบประมาณปีก่อน โดยโครงสร้างยังเน้นรายจ่ายประจำเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 73.6% ขณะที่งบลงทุนลดลง และมีการตั้งงบกลางเพิ่มขึ้นเกือบ 6 หมื่นล้านบาท เป็น 693,880 ล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและเหตุฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบรับหลักการร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. ที่เสนอให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จากบางหน่วยรับงบประมาณมาตั้งเป็นงบกลางของปีงบประมาณ 2570 จำนวน 10,328.07 ล้านบาท ด้วยมติ 462 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง 1 เสียง

ด้านการจัดสรรรายกระทรวง กระทรวงการคลังได้รับงบมากที่สุด ตามด้วยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนกระทรวงที่ได้งบน้อยที่สุด ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ

ขณะที่บางกระทรวงได้งบประมาณเพิ่ม เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่หลายหน่วยกลับงบลดลง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เนื่องจากนายอนุทินติดภารกิจตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศตามคำเชิญของทางการฝรั่งเศส

นายเอกนิติกล่าวว่างบประมาณปี 2570 ตั้งไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ตั้งไว้เพื่อเป็นเงินคงคลังที่ 71,038.1 ล้านบาท และร่างที่รัฐบาลนำเสนอวันนี้จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชนตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาล

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • .

  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่า “ที่ผมมายืนอยู่วันนี้ได้ไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่คือทีมชัชชาติ”

  • ภาพหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

  • .

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

สำหรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2570 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.7-2.7 ค่ากลางร้อยละ 2.2 ตามการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ประกอบกับการเติบโตด้านอุปสงค์ภายในประเทศทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภายใต้กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง การกีดกันทางการค้าของประเทศหลัก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2570 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.5-1.5 ค่ากลางร้อยละ 1 แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากวิกฤตพลังงานและบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

สำหรับฐานะการคลังมียอดหนี้คงค้าง ณ เดือน เม.ย. 2569 จำนวน 12,800,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของจีดีพี ยังไม่เกินกรอบวินัยการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ส่วนเงินคงคลัง ณ เดือน พ.ค. 2569 อยู่ที่ราว 340,000 ล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับเหมาะสม และฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีศักยภาพ ควบคู่กับการปฏิรูปประเทศ ด้วยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท โดยนำมาจากรายได้รัฐบาลสุทธิที่ 3,000,000 ล้านบาท และเงินกู้ชดเชยขาดดุลที่ 788,000 ล้านบาท

“ร่างงบประมาณ 2570 ต้องทำหน้าที่ 2 อย่างด้วยกัน คือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจในวันนี้ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงในอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว

1 ใน 5 ของงบประมาณทุ่มลงไปที่ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

หากดูจากการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน นายเอกนิติระบุว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคง ได้งบประมาณไป 407,165.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งจะไปใช้ในงานด้านความมั่นคง การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ การพัฒนาระบบเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน กรอบวงเงิน 348,427.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของวงเงินงบประมาณ หลัก ๆ ใช้สำหรับการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต การเกษตรสร้างมูลค่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็ง แข่งขันได้ การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เช่น การสร้างถนนและบำรุงทาง 133,395 กม. การปรับปรุงทางรถไฟ 68 แห่ง การพัฒนาท่าเรือ 36 แห่ง การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 20 แห่ง การพัฒนาท่าอากาศยาน 26 แห่ง เพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้ 55 ล้านคน เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา เช่น สนับสนุนโครงการคืนครูให้นักเรียน 66,490 คน การเรียนรู้ และทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ เช่น การเสริมทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะใหม่และทักษะเดิมให้แก่ประชาชน ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ไปจนถึงการเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีงบประมาณ 960,916.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25.4 ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างพลังและหลักประกันทางสังคม ได้แก่ การให้บริการทางการแพทย์สาธารณสุขผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ ไม่น้อยกว่า 47,170,000 คน การดูแลเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ไม่น้อยกว่า 2,534,500 คน และการสร้างหลักประกันสวัสดิการสำหรับแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ไม่น้อยกว่า 23,063,000 คน ควบคู่กับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การสนับสนุนอาหารเสริมและนม 4,790,040 คน อาหารกลางวัน 5,334,155 คน สนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12,494,573 คน และเบี้ยยังชีพคนพิการ 3,440,335 คน รวมทั้งการส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน การรองรับสังคมสูงวัยและมาตรการเฉพาะกลุ่ม เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง 2,400 ครัวเรือน บ้านพอเพียง 14,760 ครัวเรือน และพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 150 ครัวเรือน ตลอดจนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 9,073,400 คน

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีงบประมาณ 137,507.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.6 ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ป้องกัน อนุรักษ์ และรักษาฟื้นฟูป่า 107.8 ล้านไร่ พัฒนาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท 5,133 ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ 23,070 ไร่ และป้องกันควบคุมไฟป่าในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 27.4 ล้านไร่ ควบคู่กับการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการเผาและปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งการจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น จัดหาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค 2,203,563 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ 280,822 ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 83.35 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากการปฏิบัติการฝนหลวงและวังเก็บน้ำ 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตร ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ 28 แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 33,444 ไร่ ปลูกป่าทดแทน 23,500 ไร่ และป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ 138,417 ไร่

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีงบประมาณ 676,320.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.9 ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบริการประชาชนและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ เช่น การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ เชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศและรังวัดที่ดินแก่ประชาชน 13 ล้านราย ควบคู่กับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการสนับสนุนด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

นายเอกนิติกล่าวว่าสำหรับรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จัดสรรไว้ที่ 646,648.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.1 ของวงเงินงบประมาณ สำหรับแผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

ศิริกัญญาระบุจัดงบแบบ “ฝีแตก” สะท้อนรายจ่ายยังมากกว่ารายได้

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่าแม้งบประมาณปี 2570 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วไม่มาก (ประมาณร้อยละ 0.2) แต่ก็ยังคงต้องกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับสูงมาก

“กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกินจีพีดี 3 % นั้นเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรังว่าค่าใช้จ่ายมันมีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลนั้นขยับตามไม่ทัน” เธอกล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในการจัดสรรงบประมาณที่รายจ่ายด้านการลงทุนถูกหั่นออกไปถึง 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับพุ่งสวนทางกันหลายแสนล้านบาท อีกข้อกังขาหนึ่งคือถึงแม้งบประมาณปี 2570 เพิ่มขึ้นมาไม่มากก็จริง แต่ทำไมหน่วยงานต่าง ๆ ราวร้อยละ 70 กลับถูกตัดลดงบประมาณลง โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน “ยิ่งส่วนไหนมีงบลงทุนมากก็จะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย” ขณะเดียวกันงบกลางกลับเป็นส่วนที่ได้รับการจัดสรรงบเพิ่มมากที่สุดเมื่อเทียบกับหน่วยรับงบประมาณอื่น ๆ โดยเฉพาะในรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร

“มันสะท้อนว่าแผลเรื้อรังของงบประมาณไทยมันเอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่มันถูกบ่มมาหลายปี มันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570” น.ส.ศิริกัญญากล่าว และเสริมว่าเข้าใจดีกว่ารัฐบาลนี้เข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยืดอกยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง

“ยังคงกอดคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งยังคงเพิ่ม Outlook (การคาดการณ์ไปข้างหน้า) แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ปัญหาที่เรื้อรังกลับไม่มีการหยิบมาพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ระบุ

เธอเปรียบเปรยว่าหากยังจัดสรรงบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ “ไม่ใช่แค่หนองที่จะไหลไม่หยุด แต่เลือดก็จะไหลเช่นกัน” เพราะปัญหาคือยังจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และความหวังที่จะลดหนี้ ลดการขาดดุล ก็ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ

“ในอนาคต เหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นเป็นลูปนรก งบประมาณของประเทศก็จะขาดดุลแบบที่กดไม่ลงไปแบบนี้ แต่การพัฒนาประเทศหรือการทำอะไรใหม่ ๆ มันก็จะไม่เกิด เพราะมันไม่เหลืองบประมาณอะไรอีกต่อไป” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคสีส้ม กล่าว

น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายต่ออีกว่า รายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดจะเห็นว่านิยาม “รายจ่ายลงทุน” ยังมีความคลุมเครืออยู่ และถึงแม้รายจ่ายด้านนี้ลดลงอย่างมากในปีงบประมาณ 2570 แต่พบว่ารายจ่ายลงทุนยังคงมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างถนนราว 144,000 ล้านบาท และการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ 16,600 ล้านบาท

“สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเป็นรายจ่ายลงทุนแต่กลับนับเป็นรายจ่ายลงทุน ยกตัวอย่าง ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น 100,000 ล้านบาท อนุมัติเพราะเป็นเงินสำรองจ่าย ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร จาก 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นเงินรายจ่ายลงทุน”

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)

น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายด้วยว่า ถึงแม้ในปีงบประมาณ 2570 รายจ่ายประจำจะเพิ่มขึ้น แต่เห็นได้ว่ายังไม่ครอบคลุมรายจ่ายจริงซึ่งใช้สำหรับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ย เงินสำรองและเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ประเมินว่าจริง ๆ แล้วอยู่ที่ 934,470 ล้านบาท ขาดอีกกว่า 85,000 ล้านบาท

“ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบในแต่ละปีเท่าไรกันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง พอจ่ายจริง จ่ายไม่พอ ก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้ววนลูปกันแบบนี้ ตั้งเงินใช้คืนเงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

เธอมองว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณติดข้อจำกัดเหล่านี้ จึงทำให้ปีงบประมาณ 2570 ไม่ค่อยมีการจัดสรรเงินให้กับโครงการใหม่ ๆ และที่ตรวจพบก็เห็นว่ามีโครงการใหม่เพียง 300 กว่าโครงการในงบประมาณราว 10,000 ล้านบาทเท่านั้น

“แล้วที่ตลกก็คือเมื่อสักครู่ ท่านรองนายกฯ อ่านชื่อโครงการต่าง ๆ ออกมามากมายที่มีชื่อต่อท้ายว่าพลัสพลัส เช่น ชุมชนพลัส เทรดพลัส คนตัวน้อยพลัส แต่พอไปดูในเอกสารงบประมาณไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่าพลัสพลัสใด ๆ เลย อาจจะมีแค่ตู้น้ำดื่มอาร์โอพลัสกับระบบน้ำประปาโซลาร์พลัส ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านรองนายกฯ ได้พูดไว้”

น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า งบที่จัดสรรตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ก็ไม่ต่างจากงบประมาณปีก่อน และเห็นได้ว่ามีการปรับแก้น้อยมาก ขณะที่บางเนื้อหาที่ปรับแก้ขึ้นมาเยอะหน่อยก็ไม่เห็นโครงการใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกัน เมื่อพิจารณานโยบายที่รัฐบาลหาแถลงเคยแถลงต่อรัฐสภา เช่น อาสาพยาบาลที่เคยโฆษณาไว้ว่าจะเพิ่ม 10,000 อัตราก็ทำได้แค่เพียงหลักพัน ส่วน 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด ตอนนี้ก็ไม่สร้างศูนย์บำบัดแล้วแต่จะคิดโครงการการบำบัดใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ในวงเงินงบประมาณ 300 ล้านบาท ขณะที่โครงการทหารอาสาซึ่งเคยระบุว่าจะรับเข้ามา 1 แสนนาย แต่ปรากฏในเล่มงบประมาณว่าทำจริงแค่ 25,000 อัตราเท่านั้น

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตว่าคำว่าปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) “กลายเป็นรหัสกดเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570” เพราะหากโครงการใดมีชื่อนี้ต่อท้ายก็จะได้ “รับงบประมาณมากขึ้นเป็นพิเศษ” เนื่องจากในปีนี้งบประมาณขึ้นมาเป็น 2 เท่าราว 2,000 ล้านบาทในกว่า 130 โครงการ แต่หายุทธศาสตร์ด้านนี้ไม่เจอ เพราะสุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นต่างคนต่างทำ

อภิสิทธ์ระบุจัดงบ “แบบมองไม่เห็นอนาคต”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ “เป็นงบประมาณที่เรามองไม่เห็นอนาคต” โดยออกตัวว่าไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนให้เห็นปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน แต่เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ประกอบกับวิกฤตต่าง ๆ จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะสะสางปัญหาที่หมักหมมอย่างไรให้ประเทศไทยมีพื้นฐานเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง

เขาอภิปรายต่อว่าเมื่อพิจารณาโครงสร้างงบประมาณ 2570 เห็นได้ว่าจัดสรรให้เพียงพอกับรายจ่ายประจำและใช้หนี้เท่านั้น เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากงบขาดดุลซึ่งใช้เงินกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพการหารายได้ของรัฐบาลและการจัดเก็บภาษีอากร “ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต”

หัวหน้าพรรค ปชป. บอกว่าตัวเลขเหล่านี้ “น่ากลัว” เมื่อดูการจัดเก็บภาษีอากรเทียบกับจีดีพีจะอยู่ที่ร้อยละ 14.6 “ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์” ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนต่อระบบสวัสดิการนั้นนับวันมีแต่จะสูงขึ้น

นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างที่ต้องการ เช่น กรณีที่มีการพูดถึงกันมานานแล้วว่าเบี้ยผู้สูงอายุควรขยับไปอยู่ที่เดือนละ 3,000 บาท แต่งบประมาณปีนี้ทำให้เห็นแล้วว่าขยับไปได้ไม่ถึงเดือนละ 1,000 บาทด้วยซ้ำ เบี้ยคนพิการก็ไม่เพิ่ม เด็กแรกเกิดก็ไม่ได้รับเงินอุดหนุนถ้วนหน้า ทั้งที่เป็นเรื่องที่กำหนดกันมานานแล้ว

“ไม่ใช่แค่ปีนี้หรอกครับ มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะมีการปฏิรูประบบภาษีกันครั้งใหญ่” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมเสริมว่าตัวเขาเองก็อยากรู้ว่า รมว.คลัง และรัฐบาลมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร และหวังว่า “จะไม่หมกมุ่นอยู่กับเพียงการพยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย”

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่ออีกว่า งบลงทุนลดลงร้อยละ 13.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ขนาดเงินลงทุนต้องใช้เงินกู้ก็พบว่าพื้นที่เงินที่สามารถกู้ได้นั้นลดลงตามไปด้วย ทำให้ไม่เห็นโครงการใหม่ ๆ ในด้านการลงทุน อย่างความคาดหวังของพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ต้องการให้ลงทุนเรื่องป้องกันภัยพิบัติซึ่งมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏอยู่ในแผนงบ

“รัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้านบาทที่จะเป็นการลงทุนที่ไม่ใช่การมาแจกจ่าย ไม่เป็น 2 แสนล้านแรกก็เป็น 2 แสนล้านหลัง กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้นำเข้าโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า ก็ไม่ใช่การลงทุนอีก ที่คิดลงทุนร่วมกับเอกชนแบบ PPP (Public Private Partnership) เราก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่มีความคืบหน้าเลย นอกจากการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เขาปภิปรายต่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลกู้เงินได้เต็มจำนวน 4 แสนล้านบาทก็จะทำให้เพดานหนี้สาธารณะปริ่มเพดานที่ร้อยละ 69 และหากนำรายการติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐตามมาตรา 28 ของกฎหมายการเงินการคลัง ซึ่งค้างอยู่ 1 ล้านล้านบาท ก็จะเห็นได้ว่าหนี้ทะลุเพดานร้อยละ 70 ไปแล้ว

“มองออกไป 3-4 ปีข้างหน้า หากจะไม่ให้หนี้ทะลุ 70% ตามนิยามที่ท่านใช้อยู่ ท่านต้องสามารถทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละร้อยละ 4 ซึ่งเราไม่ได้เห็นมานานแล้ว นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะจะวิ่งทะลุเพดานไปที่ร้อยละ 80-90 ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ตรงนี้ไงครับที่เราบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ที่จะทำให้งบประมาณกลับมามีพื้นที่สำหรับการกลับมาสร้างอนาคตให้กับประเทศได้” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

หัวหน้าพรรคสีฟ้าตั้งข้อสังเกตว่า แม้กระทรวงดีอีได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2570 “แต่ยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริง”

ส่วนงบของอีกหลายกระทรวงก็ใส่ชื่อ “ปัญญาประดิษฐ์” ในลักษณะวิ่งตามกระแส เป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยนั้นสามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไร

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้น นายเอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง แถลงต่อสภาว่า รัฐบาลจัดงบแบบ 5T ได้แก่ ตรงเป้า (target) โปร่งใส (transpatent) ข้ามผ่านวิกฤต (transition) เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (transformation) และการมีส่วนร่วม (together) รวมถึงการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่นายอภิสิทธิ์อภิปรายแย้งว่า “ผมไม่ได้เห็นการทั้งงบแบบ 5T การตั้งงบประมาณแบบมุ่งเป้า ผมไม่ได้เห็นงบประมาณฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย” ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570

หมายเหตุ: ผู้อ่านสามารถติดตามการรายงานถกงบปี 2570 วาระที่ 1 ผ่านทางบีบีซีไทยได้ตลอดทั้งวัน