หากเอ่ย ชื่อ “โปรตีนจากคาร์บอน”หลายคนน่าจะรู้จักเพราะกำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจและสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก
นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง
นอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย
“ผำ” ซุปเปอร์ฟู๊ด
ดันไทย “ฮับ” อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสนค.เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิดพบว่าแนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้ คือ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม ของเสียทางสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็น ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO₂ สูงถึง 239.6 ล้านตัน สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.79% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU) มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง
จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว
นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต
ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด
SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 18.5% แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น
นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต
“โปรตีนจากคาร์บอน” ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050
สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า โปรตีนจากคาร์บอน ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต
อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิมสู่การเป็น ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
ทั้งนี้ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน” โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยและประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
ชี้ Future Food แนวโน้มโตต่อเนื่อง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยและประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มอาหารอนาคต ว่ายังเผชิญกับความท้าทายที่กดดันจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็น ตลาดคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ ยุโรป จีน ที่ส่งผลต่อกาลังซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่าง ราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ราคาพลังงาน ไฟฟ้า จึงทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลงสำหรับปัจจัยหนุนอาหารอนาคตไทยและเทรนด์โลกในอนาคต คาดว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมซึ่งมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าภาพรวมอาหารอนาคตของโลกและไทยยังมีโอกาสเติบโตได้
นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต
“อาหารเพื่อสุขภาพและฟิวเจอร์ฟู้ด เริ่มขยายตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทย แม้แต่บริษัทเองที่ทำอาหารแปรรูปทั่วไปก็เริ่มพัฒนาสินค้าที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์สุขภาพ เช่น ซีอิ๊วหรือน้ำปลาลดโซเดียม อาหารลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน ปลากระป๋องที่เปลี่ยนจากน้ำมันพืชไปสู่น้ำเกลือหรือน้ำแร่ รวมถึงน้ำผลไม้ที่เพิ่มเมล็ดหรือไฟเบอร์เพื่อช่วยระบบทางเดินอาหาร”
โดยกลุ่มฟังก์ชั่นนอลฟู้ดมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะพืชและวัตถุดิบไทยหลายชนิดมีไฟเบอร์ หรือสารสำคัญตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการวิจัยและพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าอยู่ในระดับที่สามารถเคลมได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลักดันการจัดทำ Positive List สำหรับสารสำคัญในอาหาร โดย อย.ให้คำมั่นว่าจะทำ 150 รายการภายใน 3 ปี ปีแรกทำได้ 4 รายการ และคาดว่าปีนี้อาจได้เกือบ 50 รายการ
ปีที่ผ่านมากลุ่มฟิวเจอร์ฟู้ดเติบโตประมาณ 7% สวนทางกับอาหารทั่วไปที่ยอดส่งออกลดลงเกือบ 10% โดยมูลค่าฟิวเจอร์ฟู้ดอยู่ที่กว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 10% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด 1.6 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10% ไปสู่ 11-14% ในอนาคต
อ่านข่าว:
THAIFEX 2026 จุดไฟเศรษฐกิจครึ่งปี โชว์ศักยภาพไทย”ฮับ”ธุรกิจอาหารของภูมิภาค
“ไข่ผำ”หรือ Wolffia โปรดักส์แชมเปี้ยน Future Food ดันไทยผงาดตลาดโปรตีนโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0It0cmqhNyYTOnY9nRgxI6

