เปิด-‘6ความเสี่ยง’-รุมเศรษฐกิจ-‘เฟทโก้’แนะทางรอด-‘เป็นกลาง-ธีมเอไอ’-พลิกวิกฤติเปิด ‘6ความเสี่ยง’ รุมเศรษฐกิจ ‘เฟทโก้’แนะทางรอด ‘เป็นกลาง-ธีมเอไอ’ พลิกวิกฤติ

“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงานสัมมนา “Thailand Investment Forum 2026” The Resilience of Wealth พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง ใน “ระเบียบโลกใหม่” ที่เปลี่ยนผ่านจาก “ยุคการค้าเสรี” มาสู่ยุคที่มี “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่สร้างความสั่นคลอนต่อเศรษฐกิจโลก 

อาทิ การแบ่งขั้วอำนาจ ระหว่างสหรัฐกับจีน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากความเน้น “ประสิทธิภาพ” มาเป็น “ความมั่นคั่ง” แทน อีกทั้ง สถานการณ์ปัจจุบันจะเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” และ “ภาวะเงินเฟ้อ” ที่สูงขึ้น แต่ในความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจจะเป็น “โอกาสทอง” สำหรับประเทศไทยและการลงทุน 

โลกการลงทุนกำลังเผชิญกับ 6 ความเสี่ยงหลัก

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึง ทิศทาง “เศรษฐกิจโลก” (Global Outlook) ความเสี่ยงเศรษฐกิจในยุคโลกไร้ระเบียบ ว่า ในปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคโลกไร้ระเบียบที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น มีความเสี่ยงหลัก “6 ด้าน” ที่ต้องเผชิญ คือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงและกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร 2.การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี 

3.ห่วงโซ่อุปทาน ที่พร้อมจะหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ 4.สงครามการค้า ที่ยังไม่สมดุลและจบลงได้ยาก 5.China shock 2.0 ที่บีบให้ธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยงออกจากจีน และ 6.หนี้สาธารณะ ทั่วโลกที่พุ่งสูงจนน่ากังวล ทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนโลกจากการเน้น ประสิทธิภาพ ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ความมั่นคง และต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จาก Just-in-Time มาเป็น Just-in-Case เพื่อความอยู่รอด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติเหล่านี้มองว่ายังมี “โอกาสทางธุรกิจ” สำหรับประเทศที่มี “ความเป็นกลาง” อย่างประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ท่ามกลาง “มิติของความขัดแย้ง” ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐ กำลังเผชิญกับการขาดดุลการค้ามหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีประเทศจีนเป็นผู้ได้ดุลในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน     ดังนั้น ความไม่พอใจนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่มองว่าการขาดดุลการค้าคือ “การถูกเอาเปรียบ” ซึ่งต่างจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

“ดังนั้น ตราบใดที่ทรัมป์ยังมองว่าประเทศที่ได้ดุลการค้าจากเขา ถือว่ามาเอาเปรียบ และเขายังมองว่าการขาดดุล คือการขาดทุน ดังนั้นประเด็นสงครามการค้าเป็นอะไรที่เรามองข้ามไม่ได้เช่นกัน”

อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าในยุค Globalization อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐอยู่ที่เพียง 2% แต่ปัจจุบันมีความพยายามจะดีดตัวเลขนี้กลับไปใกล้เคียงกับยุค Great Depression ที่ระดับเกือบ 20% ซึ่งไทยเองก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากในฐานะ 1 ใน 16 ประเทศที่สหรัฐกำลังจับตามองผ่านมาตรา 301 (Section 301)

จับตา “สงครามการค้า” และภัยคุกคาม “China Shock 2.0”

ขณะที่ โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า China Shock 2.0 ซึ่งอันตรายกว่ารอบแรกในปี 2001 ในอดีตจีนเข้าสู่ WTO โดยนำเข้าวัตถุดิบมาประกอบแล้วส่งออก ทำให้โลกยังได้ประโยชน์ แต่ในปัจจุบัน จีนมีส่วนแบ่งตลาดส่งออกสูงถึง 16% ขณะที่ยอดการนำเข้านิ่งสนิท เนื่องจากจีนหันมาใช้ “Domestic Content” หรือวัตถุดิบในประเทศแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ การอุดหนุนจากภาครัฐของจีน ทั้งในรูปเงินสด ภาษี และสินเชื่อราคาถูก ที่สูงกว่ากลุ่มประเทศ OECD อย่างเห็นได้ชัด กำลังสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม มองว่า สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งไทยอาจยังไม่มีมาตรการกีดกันที่เข้มงวดพอ

นอกจากนี้ ระเบียบโลกใหม่นี้มาพร้อมกับภาวะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น จาก 60% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว สู่ 100% ของ GDP โลกในปัจจุบัน โดยประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ จีน อิตาลี และญี่ปุ่น ต่างมีหนี้ในระดับที่น่ากังวล ซึ่งอาจทำให้ขาด “กระสุน” ในการใช้นโยบายการคลังหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

“เงินเฟ้อต้องสูงกว่าในอดีต อัตราดอกเบี้ยต้องสูงขึ้น ผลิตภาพลดลงอยู่แล้ว และการเติบโตเศรษฐกิจต้องช้าลงกว่าเดิม”

ดังนั้น นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับ ความผันผวน โดยการรับฟังมุมมองที่หลากหลายเพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในสภาวะเศรษฐกิจที่คาดเดาได้ยากนี้

“เอไอ” และ “ความเป็นกลาง” คือทางรอดของไทย

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า โลกยังมี “ความหวัง” จากการปฏิวัติดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผลการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่าบริษัทที่ใช้ AI สามารถเพิ่ม Output ต่อพนักงานได้ปีละ 2-3% แม้ AI จะยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

สำหรับนักลงทุน การมอง AI ต้องมองให้ครบทั้ง Ecosystem ตั้งแต่เลเยอร์พลังงาน (Energy), ชิป (Chips), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), โมเดล (Model) ไปจนถึงแอปพลิเคชัน (Applications) มองว่า เลเยอร์ที่น่าสนใจในขณะนี้คือ พลังงาน (โดยเฉพาะนิวเคลียร์) และ Infrastructure (Data Center) เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงเร่งลงทุนแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้ง ท่ามกลางความขัดแย้ง “ไทย” มีจุดแข็งสำคัญคือ “ความเป็นกลาง” ที่ไม่ต้องเลือกข้าง, รัฐบาลปัจจุบันตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อยกระดับประเทศสู่รายได้สูงภายใน 12 ปี และดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้กลับมาเติบโตระดับ 3% ภายใน 4 ปี ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของจีดีพีไทย 

ในส่วนของตลาดทุนหุ้นไทยในปี 2569 มีความ “น่าสนใจ” สะท้อนจากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 22% ดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นมา 9% และด้วย P/E ที่ประมาณ 12 เท่า หากไม่รวมหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งถือว่าไม่แพง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมี 2 โครงการสนับสนุน และกำลังจะเข้ามาช่วยสร้าง “สภาพคล่อง” และ “มูลค่า” ให้กับตลาดหุ้นไทยนั่นคือ 1. โครงการ SET Plus (Value Up) โครงการเพิ่มมูลค่าธุรกิจตามแบบอย่าง ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ วัตถุประสงค์เพื่อให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีความเข้มแข็งมากขึ้น และ 2.โครงการ TISA โครงการออมเงินในตลาดหุ้นระยะยาวแบบถาวร คล้าย LTF เดิม ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในเร็ว 

“ยุคโลกไร้ระเบียบเช่นนี้ ไทยน่าจะมีโอกาส ถ้าเราคว้าโอกาสนี้มาได้ แม้การลงทุนจะไม่ง่ายเหมือนเดิม มีความซับซ้อนขึ้น แต่หากเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรือกลุ่มเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) ที่ราคาถูกและมีจ่ายเงินปันผลดี ก็ยังเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนไทย”

ลงทุนแค่ “หุ้น-ตราสารหนี้” ไม่เพียงพออีกต่อไป

นายศรชัย สุเนต์ตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การสร้างพอร์ตที่ Resilient และทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้ และยังสามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการลงทุนในปัจจุบัน เพราะหากดูในปัจจุบัน สภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทั้งขนาดของเศรษฐกิจที่ขยายตัวและผู้เล่นในตลาดที่มีความหลากหลายในนอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายังส่งผลให้กระบวนการลงทุนรวดเร็วและแตกต่างจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การวางแผนการลงทุนยากขึ้นคือ จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงกว่าเดิม และสิ่งสำคัญในการลงทุนคือ การกระจายความเสี่ยง ต้องพยายามหาประเภทสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน เพื่อให้สินทรัพย์แต่ละชนิดทำงานได้ดีในสภาวะเศรษฐกิจที่ต่างกัน และการลงทุนเพียงหุ้นและตราสารหนี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

นอกจากนี้การจัดพอร์ตยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องกระจายไปยังสินทรัพย์ที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ Equity การลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กระจายทั้งพันธบัตร หุ้นกู้เอกชน ฯลฯ เพื่อให้สามารถทนทานรับทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดทุกสภาวะตลาดได้และยังสามารถรักษาการเติบโตได้ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามจับจังหวะตลาด หรือ Market Timing

ในมุมของการลงทุน มองว่าเพื่อให้พอร์ตมีความแข็งแกร่ง (Resilient) และสามารถจับโอกาสการเติบโตได้ คือ Core and Satellite ซึ่งเป็นหลักการที่นักลงทุนสถาบันนิยมใช้ เช่นการเลือกจาก Core Port (พอร์ตหลัก) เน้นการลงทุนระยะยาวที่เป็น Resilient Portfolio ไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง และ Satellite Port เพื่อหาโอกาสระยะสั้น

ขณะที่ วัตถุประสงค์ของการสร้าง Resilient Portfolio ไม่ใช่การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดในแต่ละปี แต่คือการทำให้พอร์ตเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอและทนทานต่อสภาวะการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เตือน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง

อย่างไรก็ตาม ส่วนปัจจัยที่ควรระวัง “5 ด้าน” สำหรับการลงทุนคือ 1.ความหวั่นไหวไปตามสภาวะตลาด เมื่อจัด Core Port แล้ว ใจต้องนิ่งพอ ไม่ควรเข้าไปปรับเปลี่ยนตามเหตุการณ์ระยะสั้น 2.ไม่ควรรีบร้อนในการเข้าทำกำไร 3.การปรับพอร์ตถี่เกินไป การซื้อขายบ่อยครั้งในส่วน Core Port จะทำให้เกิดต้นทุนธุรกรรม 

4.การมี Satellite มากเกินความจำเป็น การเลือกกลยุทธ์ในส่วน Satellite กระจัดกระจายมากเกินไปจะทำให้พอร์ตสูญเสียวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม และ5.การขาดการติดตามผล (Follow-up)นักลงทุนมักลงทุนแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูต่อ จึงควรมีการติดตาม Performance ว่าสินทรัพย์ที่เลือกยังอยู่ในเทรนด์ที่เหมาะกับการลงททุนหรือไม่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1240592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DXmPaqhU3w2J1GHzvTkWy