สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังสามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

สามปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

หนึ่งในคำถามที่นักลงทุนและนักธุรกิจถามกันมากที่สุดในช่วงนี้ นั่นคือ “ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?” ท่ามกลางปัจจัยบวกและลบที่รายล้อม

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ – ขึ้นอยู่กับสามตัวแปรที่ยังไม่มีใครรู้คำตอบ แต่ก่อนจะไปถึงสามด่านนั้น ต้องเข้าใจความจริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันก่อน

ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของเศรษฐกิจหลักทั่วโลกออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล จีนโต 5.0% สหรัฐฯ 2.7% ยูโรโซน 0.8% และไทยเองก็โต 2.8% แต่นั่นเป็นเพราะ สงครามตะวันออกกลางเพิ่งระเบิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ผลกระทบที่แท้จริงจึงยังไม่ทันสะท้อนเต็มที่ 

ผู้เขียนประเมินว่าไตรมาส 2-3 จะเป็นช่วงที่ยากที่สุด จากสามแรงกดดันที่รุมพร้อมกัน ได้แก่ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกลุ่ม G7 ที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ก่อนที่ทั้งหมดจะค่อยฟื้นตัวในไตรมาส 4 ตามรูปแบบ U-shape หากราคาน้ำมันปรับลดลงตามคาด

ด้านภาพเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนสะท้อนความขัดแย้งที่น่าสนใจ ตัวเลขเทียบปีต่อปีดูดี มูลค่าส่งออกขยายตัวถึง 23.3% นำเข้าพุ่ง 43.9% แต่เมื่อดูในเชิงเดือนต่อเดือน ภาพกลับตรงกันข้าม การบริโภคภาคเอกชนหดตัว -2.1% การลงทุนภาคเอกชนดิ่งลง -5.0% นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -3.9% 

ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นแรงสู่ 2.9% ต่อปี และมีแนวโน้มพุ่งสูงระดับ 4-5% ใน 2-3 เดือนข้างหน้า ส่วนตัวเลขส่งออกและนำเข้าที่พุ่งสูงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำในปีก่อนและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากสงคราม แต่อีกส่วนก็สะท้อนความต้องการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และ AI

แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่าตัวเลขรายเดือน จะเห็นภาพที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นมาก โดยก่อนที่สงครามตะวันออกกลางจะจุดชนวนความไม่แน่นอนในปีนี้ ภาคเศรษฐกิจจริงของไทยกำลังถูก “ไฟเผาช้า” (Slow Burn) มาต่อเนื่องหลายปี

ภาคอสังหาริมทรัพย์คือ ตัวอย่างที่ชัดที่สุด ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในกรุงเทพและปริมณฑลหดจากกว่า 130,000 หน่วยในช่วงปี 2013 – 2015 เหลือเพียง 72,700 หน่วยในปี 2025 

ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการดิ่งจากจุดสูงสุด 35,727 ล้านบาทในปี 2019 เหลือเพียง 4,330 ล้านบาท และมีทรัพย์รอการขาย (NPA) ในตลาดสูงถึงราว 700,000 ยูนิต โดยกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมีมากที่สุด ท่ามกลางยอดปฏิเสธสินเชื่อที่สูงถึง 70%

ในภาคครัวเรือน การบริโภคกำลังเข้าสู่ K-shape อย่างชัดเจน หมวดบริการยังโตได้ดี ขณะที่สินค้ากึ่งคงทนอย่างเสื้อผ้าแทบไม่เติบโต สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงถึง 86.7% พร้อมกับโรงงานที่ปิดตัวสะสม 163 แห่งในไตรมาสแรกปีนี้เพียงไตรมาสเดียว กระทบแรงงานกว่า 6 พันคน

ตัวเลขภาคธนาคารอาจดูนิ่งและมั่นคงในภาพใหญ่ โดยสินเชื่อรวมเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากหดตัวติดต่อกัน 7 ไตรมาส ขณะที่ NPL ภาพใหญ่ทรงตัวที่ 2.85% แต่ NPL ของธุรกิจ SMEs ในระบบธนาคารขยับขึ้นแตะ 9.16% แล้ว

ความน่ากังวลที่สุดในครึ่งปีหลังคือ ไฟที่เคยลุกเบาๆ มาหลายปี กำลังได้รับ “เชื้อเพลิงใหม่” จากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสู่ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคมไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันที่ปั๊ม แต่กำลังส่งผ่านไปยังต้นทุนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ภาคปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกำลังเผชิญต้นทุนที่พุ่งขึ้นพร้อมกัน 

ผู้ประกอบการโรงงานที่เคยแบกต้นทุนไว้ได้ด้วยส่วนต่างกำไรที่บางอยู่แล้ว บางส่วนเริ่มไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด เพราะกำลังซื้อที่แผ่วลงรับภาระเพิ่มไม่ไหว ในขณะเดียวกัน สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้ในไตรมาสแรกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการกู้เพื่อรองรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งขึ้น ไม่ใช่การกู้เพื่อขยายการลงทุน

ภาพที่เกิดขึ้นคือ จากเดิมที่เศรษฐกิจจริงถูกกัดกร่อนช้าๆ เหมือนไฟเผาช้า (slow burn) บัดนี้กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนลูกใหม่จากต้นทุนพลังงาน ที่อาจเร่งให้กระบวนการส่งผ่านจากภาคเศรษฐกิจจริงไปสู่ภาคการเงินเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนปรับประมาณการกรณีฐานปี 2026 ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.6% หลังประเมินแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท จากกรอบเงินกู้ฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทที่ ครม. อนุมัติก้อนแรก 1.7 แสนล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะช่วยพยุงการบริโภคในช่วงไตรมาส 2-3 ได้บ้าง

กระนั้นก็ตาม ทิศทางที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังถูกกำหนดโดยสามตัวแปรชี้ขาดที่ยังรอคำตอบ

ด่านที่หนึ่ง ราคาน้ำมันและทิศทางสงคราม ในกรณีฐาน สัญญาณล่าสุดจากทั้งประธานาธิบดี Trump และอิหร่านที่ยืนยันการเจรจาคืบหน้า เพิ่มความน่าจะเป็นที่ราคา Brent จะค่อยๆ ปรับลดลงจาก 104 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม สู่เฉลี่ย 85 ดอลลาร์ตลอดปี

หากเป็นเช่นนั้น ต้นทุนพลังงานและปิโตรเคมีจะผ่อนคลาย กำลังซื้อของครัวเรือนไทยจะฟื้น และวัฏจักร “ไฟร้อนแรง” จะถูกตัดทิ้งก่อนลุกลามเต็มที่

แต่หากสงครามยืดเยื้อและน้ำมันทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 4.4% ต้นทุนการผลิตจะกัดกร่อนผู้ประกอบการอีกระลอก การบริโภคจะหดเหลือเพียง 1.0% และ GDP อาจหล่นสู่กรณีเลวร้ายที่ 1.2%

ด่านที่สอง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท หากชอบด้วยกฎหมายและเบิกจ่ายได้เต็มที่ จะดันการลงทุนภาครัฐสู่ 6.0% และการลงทุนเอกชนสู่ 5.5% และอาจทำให้ GDP ขยายตัวได้ 2.0% แต่หากศาลตีตกมาตรการ การลงทุนจะชะงัก

ด่านที่สาม ความเข้มงวดของมาตรการการค้าจากสหรัฐฯ หากมาตรา 301 ถูกบังคับใช้อย่างเต็มที่ ประกอบกับหากกระแสการลงทุนในวัฏจักร AI ลดลงเร็วเกินคาด การส่งออกไทยจากที่คาดว่าจะโต 5.6% อาจกลับมาหดตัว -2.0%

ครึ่งปีหลังของไทยจึงไม่ใช่แค่คำถามว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไหร่ แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าไฟที่คุกรุ่นในภาคเศรษฐกิจจริงมาหลายปีจะได้รับการดับก่อน หรือจะได้รับเชื้อเพลิงใหม่จากสงครามและต้นทุนพลังงานจนลุกลาม

สัญญาณที่ต้องจับตาในไม่กี่เดือนข้างหน้ามีชัดเจน ทิศทางการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการค้ากับไทย สามสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะจบลงที่ไหน ระหว่าง U-shape ที่ค่อยๆ ฟื้น กับสถานการณ์เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำหรือ Stagflation

ฟ้าเท่านั้นที่รู้

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1236659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mJ_Iadje7viLM-267i1qn