โครงการเมืองแห่งความสุข (CHI) มูลนิธิ World Happiness Foundation ให้กรอบการทำงานโดยใช้ “วงล้อแห่งความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี” ที่มีมิติหลัก 9 ประการของชีวิต: สุขภาพกายและใจ ความเป็นอยู่ทางจิตวิญญาณ ชุมชน (พันธะชุมชน) การมีส่วนร่วมและการปกครองของพลเมือง ความมั่นคงทางการเงิน ความมีชีวิตชีวาทางวัฒนธรรม ความยั่งยืนทางนิเวศ ความสัมพันธ์ทางสังคม และการเติบโตทางสติปัญญา ซึ่งจริงๆแล้ว นอกเหนือจากเกณฑ์ 9 ประการนี้แล้ว ในยุคนี้ เมืองที่มีความสุข จำเป็นต้องเป็นเมืองที่ได้รับการบริหารจัดการให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของพลเมือง รวมถึงสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วย
ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงประเทศที่ได้ชื่อว่ามีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างประเทศจีนแล้ว หลายคนอาจยังติดกับภาพความแออัด หนาแน่น ของผู้คนในเมืองใหญ่ ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ ทว่า ในวันนี้ ภาพนั้นได้ถูกแทนที่ด้วยเมืองที่ทันสมัย ด้วยการบริหารจัดการอัจฉริยะ เชื่อมโยงการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบครัน ซึ่งถ้าใครอยากเห็นภาพนี้ เราขอแนะนำให้ไปเยือน “นครเฉิงตู” เมืองที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17 ดูสักครั้ง
โดย “ความสุข” ที่กล่าวถึงนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ภายในและคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะที่ “อิทธิพลระหว่างประเทศ” เป็นตัวชี้วัดการเชื่อมต่อภายนอกและตำแหน่งของเมืองในเวทีโลก เมื่อทั้งสองอย่างมาบรรจบกัน คำถามจึงเกิดขึ้นว่า นครเฉิงตู หลอมรวมความอบอุ่น ความผ่อนคลายของชีวิตผู้คน กับความทะเยอทะยานในการเชื่อมโยงสู่โลกได้อย่างไร?
คำตอบของคำถามนี้อาจซ่อนอยู่ในจังหวะชีพจรของนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่าทีการเปิดกว้างด้านการต่างประเทศ ความมั่นคงของการยกระดับอุตสาหกรรม และพลังแห่งการเปิดสู่โลกของเมืองนี้

การได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีความสุขต่อเนื่องถึง 17 ปี มิใช่เรื่องบังเอิญ โดย นายไต้ เหวินหมิง โฆษกฟอรั่มเมืองแห่งความสุข วิเคราะห์ว่า จากดัชนีความสุขเมือง 9 ด้านของจีน “ดัชนีแรงดึงดูดของเมือง” ของนครเฉิงตู ครองอันดับหนึ่งของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “นครเฉิงตู เป็นเมืองที่มีแรงดึงดูดสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้ามา ทำให้นครเฉิงตูโดดเด่นในฐานะเมืองที่เป็นมิตรต่อเยาวชน แรงดึงดูดนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญของอิทธิพลระหว่างประเทศ
รายงานชี้ว่า ดัชนีอิทธิพลระหว่างประเทศ 5 ด้าน มีความสอดคล้องกับระบบตัวชี้วัดความสุขของเมืองอย่างสูง
-
อิทธิพลด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรม สัมพันธ์กับดัชนีการจ้างงานและรายได้
-
อิทธิพลด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความน่าอยู่อาศัย เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
-
อิทธิพลด้านการสื่อสาร ช่วยเสริมแรงดึงดูดของเมือง
นครเฉิงตู แสดงให้เห็นว่า ชื่อเสียงระดับนานาชาติของเมืองในยุคปัจจุบัน ตั้งอยู่บนความสามารถในการสร้าง “คุณค่า” ในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสการทำงานที่มีคุณภาพ สิ่งแวดล้อมการใช้ชีวิตที่น่าอยู่ บรรยากาศทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง และอนาคตการเติบโตที่คาดหวังได้
ในปี 2567 เศรษฐกิจของนครเฉิงตูมีมูลค่ารวมแตะ 2.35 ล้านล้านหยวน (333.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีผู้ประกอบการกว่า 4 ล้านราย บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงระดับชาติ 14,550 แห่ง และบุคลากรทุกสาขากว่า 6.69 ล้านคน ที่ร่วมสร้างสรรค์ นวัตกรรม และประกอบธุรกิจ สโลแกน “เฉิงตู เมืองที่ทำให้ความฝันเป็นจริง” จึงฝังแน่นในใจผู้คนนี่คือรากฐานร่วมกันของ “ความสุข” และ “อิทธิพล” ของเมืองนี้
นอกจากนั้น ในด้าน นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือหัวใจของ “ความเป็นเมืองแห่งอนาคต” นครเฉิงตูกำลังผลักดันนวัตกรรมให้เป็นเครื่องยนต์หลักของการพัฒนาเมือง โดยปัจจุบัน นครเฉิงตูมุ่งสร้างนครวิทยาศาสตร์ฝั่งตะวันตก (เฉิงตู) ศูนย์วิทยาศาสตร์เชิงบูรณาการเฉิงตู–ฉงชิ่ง (ทะเลสาบซิงหลง) โดยเน้นอุตสาหกรรมเด่น เช่น อิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ อากาศยานและอวกาศ

คาดว่าสิ้นปี 2567 ที่ผ่านมา นครเฉิงตูมีแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับชาติราว 150 แห่ง ที่โดดเด่นยิ่งกว่านั้น คือ ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศ นครเฉิงตูได้ผสานตัวเองเข้ากับเครือข่ายนวัตกรรมโลกอย่างแข็งขัน ศูนย์จีน–ยุโรป (เฉิงตู) กลายเป็นศูนย์กลางความร่วมมือสำคัญกับยุโรป ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เมืองนี้มีความร่วมมือใกล้ชิดกับทีมวิจัยชั้นนำจากอังกฤษและสิงคโปร์ ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิดนี้ ไม่เพียงเร่งการยกระดับเทคโนโลยีในท้องถิ่นแต่ยังทำให้นครเฉิงตูยืนอยู่แถวหน้าของการสนทนาด้านเทคโนโลยีระดับโลก
ขณะที่ อิทธิพลระหว่างประเทศสะท้อนชัดผ่านภาพลักษณ์ของเมืองในเวทีโลก ไม่นานมานี้ ภาพของ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส วิ่งออกกำลังกายยามเช้าร่วมกับประชาชนบนเส้นทางสีเขียวแม่น้ำจิ่นเฉิง ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก สื่อถึงเสน่ห์ของเมืองที่ “น่าอยู่ น่าทำงาน”
นครเฉิงตูเป็นจุดหมายสำคัญของผู้นำและคณะผู้แทนจากนานาชาติ ปีนี้ ผู้นำจากฮังการี วานูวาตู เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ได้เยือนนครเฉิงตู เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษา ปัจจุบัน นครเฉิงตูมีเมืองพี่เมืองน้องและเมืองมิตรภาพกว่า 200 เมือง ครอบคลุมทุกทวีป รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม และความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระแสความเป็นสากลนี้ยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวขาเข้า นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลสู่ถนนซอยแคบ-กว้าง ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงแพนด้ายักษ์ พิพิธภัณฑ์บทกวีกระท่อมมุงจากของกวีเอกตู้ฝุ นครเฉิงตูได้รับการจดจำในคำสำคัญระดับโลก เช่น “การผสานอดีตกับปัจจุบัน” “City ไม่ City” และ “แบรนด์สู่ต่างประเทศ” ชาวเน็ตต่างชาติขนานนามเฉิงตูว่า “เมืองที่มีชีวิตชีวา (Chengdu is a vibrant city)”

ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของนครเฉิงตูก็มีความโดดเด่น และเป็นรากฐานเศรษฐกิจของความสุขและอิทธิพล ในช่วงแผนพัฒนา “14th Five-Year Plan” รายได้ภาคอุตสาหกรรมของนครเฉิงตูเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก่อเกิดคลัสเตอร์ระดับ ล้านล้านหยวน (หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) สองกลุ่ม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศ การผลิตอุปกรณ์พร้อมกลุ่มอุตสาหกรรมระดับแสนล้านหยวน (หนึ่งหมื่นสี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) อีก 10 กลุ่ม เช่น อากาศยาน ปัญญาประดิษฐ์ นครเฉิงตูยังได้รับมอบหมายภารกิจใหม่จากรัฐบาลกลาง คือ การเป็น “ฐานการผลิตขั้นสูงแห่งชาติ” โดยโครงการสำคัญจำนวนมากทยอยลงหลักปักฐาน ตั้งแต่รถยนต์ จรวด อวกาศ ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมและสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนทั่วโลก
ในวันนี้ นครเฉิงตูยังได้ผลักดันการส่งออกสินค้า “ผลิตในเฉิงตู – Made in Chengdu” สู่ตลาดโลก ทั้งรถยนต์ โดรน เครื่องปรุงอาหารเสฉวน และสินค้าเชิงวัฒนธรรม ในช่วง 10 เดือนแรกของปี มูลค่าการนำเข้า–ส่งออกทะลุ 7 แสนล้านหยวน (98.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นครเฉิงตูยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทในกลุ่ม Fortune Global 500 มากกว่า 300 แห่ง ตั้งฐานในนครเฉิงตู การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงนำหน้าภาคตะวันตกของจีน เมืองนี้มีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง เส้นทางบินตรงระหว่างประเทศและภูมิภาค 82 เส้นทาง และขบวนรถไฟนานาชาติที่เชื่อมโยงกว่า 161 เมืองทั่วโลก

ความสุขของนครเฉิงตู จึงมิได้เกิดจากเพียงชาในโรงน้ำชา หรือหม้อไฟที่ร้อนฉ่า แต่เกิดจากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนอนาคต ความเปิดกว้างที่เชื่อมโลก อุตสาหกรรมที่มั่นคง และโอกาสที่ไร้ขอบเขต ขณะที่ผู้คนปั่นจักรยานบนทางสีเขียว พักผ่อนในสวนสาธารณะ และสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองสวนใต้ขุนเขาหิมะ” อีกด้านหนึ่งของนครเฉิงตู กำลังเร่งเดินหน้าในห้องทดลองสายการผลิต เส้นทางบินระหว่างประเทศ และกระแสข้อมูลดิจิทัลมุ่งสู่อนาคตที่เปี่ยมพลัง มีเสน่ห์ และสามารถรองรับความใฝ่ฝันของประชาชนต่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้อย่างแท้จริง
สำหรับประเทศไทย อาจมองกรณีของนครเฉิงตูในฐานะ “ต้นแบบเมืองยุทธศาสตร์ของจีนตะวันตก” ที่กำลังผสานคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจนวัตกรรม และการเปิดสู่โลกเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยยกระดับความร่วมมือจากระดับการค้าแบบดั้งเดิมไปสู่ ความเป็นหุ้นส่วนเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้นครเฉิงตูเป็นฐานเชื่อมตลาดจีนชั้นในและเส้นทางสู่ยุโรปสำหรับสินค้าและบริการไทย การขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอนาคต เช่น อาหารสุขภาพ ดิจิทัลสร้างสรรค์ การแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ รวมถึงการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา งานวิจัย และบุคลากรรุ่นใหม่ระหว่างสองประเทศได้
ที่มา : บทความเรื่อง “นครเฉิงตู “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ ๑๗ เมื่อความสุขของผู้คนหลอมรวมกับอิทธิพลระดับโลก” เผยแพร่ในเว็บไซต์ Thaibizchina
เรียนรู้จากการพัฒนาในจีน
วัด “จุดเด่น” AI “จีน-สหรัฐฯ” ปัจจัยชี้ขาดความได้เปรียบระยะยาว
เปิด ‘มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ปี 2026’ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน
Post Views: 183
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/03/chengdu-most-happiness-city-in-china/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2phaVs5V8o1WaqmxPDmnbO
