เจียง-เหว่ย-อัครราชทูตจีนฯ-ประจำประเทศไทย-พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจเจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

“การพัฒนาที่ยั่งยืนมิใช่เพียงภารกิจร่วมกันที่ยุคสมัยมอบหมายแก่เรา แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตด้วย” นี่เป็นใจความสำคัญหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษใน Session ‘สู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน: ความร่วมมือจีน-ไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน ‘TCP Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด Sustainable Growth : The Future of Growth’ โดย เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย โดยการปาฐกถามีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทยที่แน่นแฟ้นและยาวนานไม่เสื่อมคลาย

“ปีนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญ ครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยต่างยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ขณะที่มิตรภาพก็แน่นแฟ้นและยืนยาวไม่เสื่อมคลายมองไปข้างหน้า โดย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” จะเป็นทั้งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่และจุดเด่นสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” 
“การแลกเปลี่ยนของข้าพเจ้าในวันนี้ จะนำเสนอจากมุมมองส่วนตัว โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน, ผลสำเร็จที่จีนบรรลุในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน, และข้อเสนอเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย” เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เน้นย้ำ

เจียง เหว่ย

หนึ่ง แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นโจทย์ร่วมของมนุษยชาติ และเป็นเส้นทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้บริบทการพัฒนาใน ยุคสมัยใหม่ รัฐบาลจีนได้บูรณาการเข้ากับสภาพความเป็นจริงของประเทศ ยกระดับแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรม การบูรณาการความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดกว้าง และการแบ่งปัน
โดยแนวคิดการพัฒนาใหม่นี้สอดคล้องกับ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” ของสหประชาชาติ และสะท้อนถึงความรับผิดชอบและบทบาทของจีนในฐานะประเทศขนาดใหญ่ และแนวคิดนี้มีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ
  1. การบูรณาการ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศ เพื่อบรรลุความก้าวหน้าของการผลิต ความมั่งคั่งของชีวิตและความสมดุลของระบบนิเวศ
  2. การวางแผนเชิงระบบ บนพื้นฐานยุทธศาสตร์ระดับชาติ เดินหน้าบูรณาการการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การปฏิรูประบบพลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมครบถ้วนตลอดทั้งห่วงโช่การพัฒนา
  3. ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกลไกการจัดการสภาพภูมิอากาศโลก ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติแบ่งปันโอกาสในการพัฒนากับทุกประเทศ และร่วมกันรับผิดชอบต่อภารกิจสำคัญของยุคสมัย

การเชื่อมโยงไทย-จีน

สอง เส้นทางมาตรการและผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยังยืน

เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจีนได้จัดตั้งระบบการทำงานแบบ “สี่ประสาน” ได้แก่ การออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง การกำหนดนโยบายชี้นำ การขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด และการมีส่วนร่วมของสังคม ในวันนี้ จะขอเน้นแนวทางและมาตรการตลอดจนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • กำหนดเป้าหมาย “คาร์บอนสองประการ” โดยมุ่งบรรลุการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2060 ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นที่จีนได้ประกาศต่อประชาคมโลก
  • วางแนวทางการพัฒนาสีเขียว โดยยึดการปรับโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเป็นแกนหลัก มุ่งเน้นการพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างเข้มแข็ง อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ และอาคารประหยัดพลังงาน
  • ปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ลดสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเร่งพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานใหม่เป็นหลัก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอาทิ การรีโซเคิลวัสดุที่ใช้แล้ว และพัฒนาระบบอุตสาหกรรมด้านทรัพยากรหมุนเวียน
  • คุ้มครองด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ โดยปรับปรุง “กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” และ “กฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ให้รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น ระบบอนุญาตการปล่อยมลพิษ และระบบซื้อขายคาร์บอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียวดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
  • อนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่กับการขับเคลื่อบยุทธการ “พิทักษ์ท้องฟ้าสีคราม น้ำใส และผืนดินสะอาด” พร้อมทั้งริเริ่มโครงการสำคัญ อาทิ การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ การคืนพื้นที่เพาะปลูกสู่ป่าและทุ่งหญ้า และการจัดการแหล่งกำเนิดพายุทรายในเขตปักกิง-เทียนงิน เพื่อสร้างแนวป้องกันทางนิเวศ
  • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นการบุกเบิกและ พัฒนาในสาขาหลัก อาทิ เชมิคอนดักเตอร์ AI และเทคโนโลยีสะอาดพร้อมทั้งสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย
เจียง เหว่ย
ส่วนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติที่ชี้วัดได้ คือ
  1. การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงาน ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เดิบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยมีการบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงเฉลี่ยปีละ 3% ขณะที่ ความเข้มข้นการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP ลดลงกว่า 35% ขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลในโครงสร้างการใช้พลังงานขั้นต้นก็เพิ่มขึ้นจากราว 9% เป็นมากกว่า 18%
  2. “ภูเขาเขียว น้ำใส” เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อัตราความครอบคลุมของพื้นที่ป่าในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มพื้นที่สีเขียวได้มากที่สุดในโลก
  3. อุตสาหกรรมเกิดใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จีนครองอันดับหนึ่งของโลกด้านกำลังการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่องหลายปี โดยมีกำลังการติดตั้งสะสมกว่า 08 พันล้านกิโลวัตต์ ฐานพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในมณฑลชิงไห่ กานซู่ และ พื้นที่อื่นๆ ไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีน แต่ยังเป็นต้นแบบความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วย
  4. ในด้านยานยนต์พลังงานใหม่ จีนยังครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งการผลิตและยอดขาย ต่อเนื่องหลายปี แบรนด์ชั้นนำอย่าง BYD, SAIC และ Changan ไม่เพียงได้รับความนิยมภายในประเทศ แต่ยังรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมสีเขียวของโลก
  5. การเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ กรุงปักกิง และเซินเจิ้น ได้ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะสู่การใช้พลังงานใหม่อย่างสมบูรณ์ และจัดให้มีระบบการคัดแยกขยะให้ครอบคลุมทุกเมืองทั่วประเทศ
  6. ส่งเสริมการฟื้นฟูชนบทคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรกรรมเฉพาะทาง แนวคิดอาคารสีเขียวเมืองฟองน้ำ และการคมนาคมอัจฉริยะ ให้สามารถหยั่งรากลึกในสังคมและก่อเกิดเป็นบทเรียนที่สามารถเรียนรู้และนำไปขยายผลได้เป็นวงกว้าง
  7. การมีส่วนร่วมเชิงรุกในธรรมาภิบาลโลก จีนผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาสีเขียวผ่าน “ข้อริเริ่มความสัมพันธ์หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสีเขียวของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ส่งเสริมการลงทุนสีเขียวและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ
  8. ร่วมมือกับประเทศในทวีปแอฟริกาในการจัดทำโครงการต้นแบบเกษตรสีเขียว นำเทคโนโลยีชลประทานแบบประหยัดน้ำและองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรเชิงนิเวศเข้ามาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียวและการ พัฒนาที่ยั่งยืนของสินค้าเกษตร
และเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โมเดล “ชนบทอันงดงาม” แห่งอันจี มณฑลเจ้อเจียง ยังได้รับการเผยแพร่และ ส่งเสริมโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) อีกด้วย
ความสำเร็จเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าจีนได้กาวเดินอย่างมั่นคงบนเส้นทางการพัฒนาที่ยังยืน และยังได้มอบ “แนวทางแบบจีน” ที่เป็นประสบการณ์ให้แก่ประชาคมโลกได้นำไปศึกษาและประยุกต์ใช้

ในวันนี้ จึงขอนำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย ผ่านแนวคิดการพัฒนาแนวใหม่ของจีน ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับโมเดล BCG ของประเทศไทย (เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) โดยแนวคิดนี้จะเปิดโอกาสสำหรับการยกระดับและขยายความร่วมมือด้านการ พัฒนาที่ั่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
  • การมีส่วนร่วมเชิงรุกและการแบ่งปั่นโอกาสจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
ปัจจุบัน จีนมีขนาดเศรษฐกิจรวมเกือบ 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการนำเข้าต่อปีมากกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ครอบคลุมประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน มูลค่ารวมเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตลาดผู้บริโภคของจีนมีทั้งความหลากหลายและความเฉพาะตัว
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมของจีนกำลังมุ่งสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเชิงอัจฉริยะ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสอันกว้างขวางสำหรับผู้ประกอบการจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน ควรศึกษาอย่างรอบด้านถึงศักยภาพการเติบโต แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มต่าง ๆอย่างละเอียด พร้อมทั้งมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศจีนให้เติบโตยิ่งขึ้น
  • เสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่
โดยประเทศไทย มีพื้นฐานและศักยภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ขณะที่จีน มีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและศักยภาพในอุตสาหกรรมการผลิต อุปกรณ์พลังงานใหม่ ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศจึงควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมยานยนต์พลังงานใหม่ และการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ร่วมกันในระยะยาว
  • ส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรสีเขียวและการแปรรูปอาหาร
พร้อมผสานศักยภาพด้านทรัพยากรเกษตรของไทยเข้ากับเทคโนโลยีการเพาะปลูกสีเขียวของจีน ผลักดันการประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะ เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ระบบชลประทานแบบแม่นยำ และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารสีเขียวให้สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารสีเขียวและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของจีน ร่วมกันสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรสีเขียวระดับสากลของจีน-ไทย ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ในการพัฒนาเกษตรในจีน ถือเป็นตัวอย่างที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำมาปรับใช้อย่างยิ่ง
  • เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและสร้างแบรนด์จีน-ไทยอย่างแข็งขัน
อาทิ งานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติประเทศจีน (China International Import Expo – CIE), งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (Canton Fair), และ งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo) ถือเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดจีน
และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการแถลงข่าวว่าวันที่ 26-28 กันยายน 2568 จะมีการจัดงาน “มหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2025” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าจะ มีผู้ประกอบการจีนและไทยเข้าร่วมหลายร้อยราย รวมถึงกลุ่มธุรกิจ TCP ด้วยสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ซึ่งแน่นอนว่าเวทีนี้นับเป็นโอกาสอันดี ในการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งของ จีน-ไทย กับการขับเคลื่อนเป้าหมาย “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ร่วมกันด้วย

รับรู้แนวคิดดีๆ จากบุคคลสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในทุกด้าน

โปรแกรม Office ตำรับไทย “Word ราชวิถี” ฝีมือ “นายแพทย์ชุษณะ มะกรสาร” ผู้มาก่อน Bill Gates

อัจฉริยะครูเพลง “สุรพล โทณะวณิก” รอยต่อระหว่าง “ลูกกรุง” กับ “สตริง”

รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ‘มหาวิทยาลัยแก้จน’ ที่พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกฝ่าย เพื่อขจัดความจนให้คนอีสานอย่างยั่งยืน

Post Views: 181

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/08/25/speech-of-china-ambassador-sustainable-growth-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KNst-N-UJPyT5lZlwwk50