ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเป็นอย่างไร หลังจากยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้อย่าง “เอเวอร์แกรนด์” ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
-
- Author, ปีเตอร์ ฮอสกินส์
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ บีบีซีนิวส์
“เอเวอร์แกรนด์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ หลังจากผ่านการซื้อขายในตลาดมากว่าทศวรรษครึ่ง
นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในแง่ที่ไม่ค่อยจะดีนักสำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในจีน บริษัทแห่งนี้เคยมีมูลค่าในตลาดหุ้นมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ก่อนที่จะล่มสลายอย่างรุนแรงจากการแบกภาระหนี้มหาศาลที่เคยช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างพุ่งพรวด
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และถือเป็นจุดสิ้นสุด
“เมื่อคุณถูกเพิกถอน มันไม่มีทางย้อนกลับไปแล้ว” แดน หวัง ผู้อำนวยการแผนกจีนจากยูเรเซีย กรุ๊ป (Eurasia Group) บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง ระบุ
ชื่อของ “เอเวอร์แกรนด์” ตอนนี้เป็นที่รู้จักดีในฐานะส่วนหนึ่งของวิกฤตที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเผชิญอยู่เป็นระยะเวลาหลายปี
เกิดอะไรขึ้นกับเอเวอร์แกรนด์
ย้อนไปเพียงไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มธุรกิจ “เอเวอร์แกรนด์” ยังเป็นตัวอย่างโดดเด่นที่สะท้อนถึงปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีนอยู่เลย
ฮุย คา ยัน (หรืออีกชื่อคือ สวี่ เจียอิ้น) ผู้ก่อตั้งและประธานของบริษัท เติบโตจากจุดต่ำต้อยในชนบทของจีนสู่การมีชื่อเป็นผู้ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ในเอเชียจากการจัดอันดับบนนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2017
นับจากนั้นมูลค่าทรัพย์สินของเขาก็ลดฮวบจากที่เคยถูกประมาณการณ์ว่ามีราว ๆ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 เหลือไม่ถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) ความเสื่อมถอยของเขานั้นไม่ธรรมดา เฉกเช่นเดียวกับบริษัทของเขา
เหล่าผู้ชำระบัญชีก็กำลังตรวจสอบว่า พวกเขาสามารถเรียกคืนเงินสดมาให้กับบรรดาเจ้าหนี้ จากทรัพย์สินส่วนตัวของนายฮุยได้หรือไม่
ในช่วงเวลาที่บริษัทล้มละลาย เอเวอร์แกรนด์มีโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาประมาณ 1,300 โครงการใน 280 เมืองทั่วประเทศจีน
อาณาจักรในเครือของบริษัทยังขยายตัวไปจนถึงการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลกว่างโจว เอฟซี (Guangzhou FC) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในจีน แต่ทีมดังกล่าวถูกเตะออกจากลีกฟุตบอลในปีนี้หลังจากไม่สามารถชำระหนี้สินของทีมฟุตบอลได้

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เอเวอร์แกรนด์สร้างธุรกิจมาจากเงินกู้ยืม 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.7 ล้านล้านบาท) ทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีหนี้สินมากที่สุดในโลก
ทว่า ความเสื่อมถอยของบริษัทเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ในปี 2020 เพื่อควบคุมจำนวนเงินที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สามารถกู้ยืมได้
มาตรการใหม่นี้เองทำให้เอเวอร์แกรนด์ต้องนำเสนอส่วนลดมากมายในการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินไหลเข้ามาทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้
และเมื่อบริษัทเริ่มประสบกับความยากลำบากในการหาเงินมาชำระดอกเบี้ย ไม่นานนักเอเวอร์แกรนด์ก็เริ่มผิดนัดชำระหนี้สินบางส่วนจากเจ้าหนี้ในต่างประเทศ
หลังเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายมาหลายปี ศาลสูงของฮ่องกงก็สั่งให้บริษัทปิดกิจการในเดือน ม.ค. 2024
หุ้นของเอเวอร์แกรนด์มีความเสี่ยงจะถูกเพิกถอนมานับตั้งแต่วันนั้น เพราะมันถูกระงับการซื้อขายมาตั้งแต่ศาลมีคำสั่ง
ในขณะนั้นวิกฤตที่กำลังกลืนกินได้ทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดของบริษัทลดลงจากมูลค่าเดิมไปกว่า 99% แล้ว
ส่วนคำสั่งชำระบัญชีเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทไม่สามารถเสนอแผนงานที่เป็นไปได้จริงในการลดหนี้สินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ
ในช่วงก่อนหน้าของเดือนนี้ ผู้ชำระบัญชีเปิดเผยว่าปัจจุบันเอเวอร์แกรนด์มีหนี้สินอยู่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) แต่จนถึงขณะนี้บริษัทกลับขายสินทรัพย์ไปได้เพียง 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.3 พันล้านบาท) เท่านั้น พวกเขายังบอกด้วยว่าการจะยกเครื่องบริษัทใหม่ทั้งหมดนั้น “ยากที่จะบรรลุผลสำเร็จ”
การ “เพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้แน่นอนว่าเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ” หวังระบุ
สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็คือเจ้าหนี้รายใดบ้างที่จะได้รับการชำระหนี้ และพวกเขาจะได้รับเท่าไหร่ในกระบวนการล้มละลายครั้งนี้” ศาสตราจารย์ซือถง เฉียว จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ระบุ
การไต่สวนการชำระบัญชีครั้งต่อไปมีกำหนดจะเกิดขึ้นใน ก.ย. นี้
เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบอย่างไร
แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การล่มสลายของเอเวอร์แกรนด์ ประกอบปัญหาร้ายแรงต่าง ๆ ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นต้องเผชิญ คือสิ่งที่ผลกระทบต่อประเทศมากที่สุด
“การตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นแรงฉุดเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด และเป็นสาเหตุต้นตอที่ทำให้การบริโภคหยุดชะงัก” หวังระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นี่ถือเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน และเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละแห่ง
“ผมไม่คิดว่าจีนมีทางเลือกที่เป็นไปได้ ที่จะพยุงเศรษฐกิจของประเทศในระดับในระดับที่ใกล้เคียงกัน” ศาสตราจารย์เฉียวกล่าว
ขณะที่แจ็คสัน ชาน จากบอนด์ซูเปอร์มาร์ท (Bondsupermart) แพลตฟอร์มวิจัยด้านตลาดการเงิน ระบุว่า วิกฤตอสังหาริมทรัพย์นำมาซึ่งการ “เลิกจ้างครั้งใหญ่” โดยบรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่แบกภาระหนี้สินอย่างหนัก
เขายังเสริมว่า พนักงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์หลายคนที่ยังรักษางานเอาไว้ได้ก็ถูกลดเงินเดือนลงจำนวนมาก
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายครัวเรือนที่มักจะใช้เงินออมไปลงทุนกับทรัพย์สิน
อลิเซีย การ์เซีย-เออร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากธนาคารนาทิกซิส (Natixis) ของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เมื่อราคาที่อยู่อาศัยดิ่งลงอย่างน้อย 30% เงินออมของชาวจีนหลายครอบครัวก็มีมูลค่าลดลงตามไปด้วย
เธอเสริมว่า นั่นหมายความว่าพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะไม่ใช้จ่ายหรือลงทุน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนงานต่าง ๆ มากมายที่มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูตลาดที่อยู่อาศัย กระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง
แผนงานเหล่านี้มีทั้งมาตรการที่จะช่วยเจ้าของบ้านรายใหม่และช่วยพยุงตลาดหุ้น ผ่านการจูงใจให้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน
แม้รัฐบาลจีนจะทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าในระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่เศรษฐกิจของจีนที่เคยเติบโตมากกว่านี้ กลับลดลงเหลือเพียง “ประมาณ 5%” เท่านั้น
ในขณะที่ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ยินดีกับสิ่งนี้ แต่สำหรับจีนที่เศรษฐกิจเคยเติบโตมากกว่า 10% ต่อปีในปี 2010 นี่ถือเป็นการชะลอตัว
วิกฤตอสังหาริมทรัพย์จบลงแล้วหรือไม่
สรุปสั้น ๆ คือ อาจจะยังไม่จบ
แม้ว่าเอเวอร์แกรนด์จะครองพาดหัวข่าวส่วนใหญ่ แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ อีกหลายบริษัทในจีนก็กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการเช่นกัน
เมื่อต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลสูงของฮ่องกงได้มีคำสั่งให้บริษัท “ไชน่า เซาธ์ ซิตี้ โฮลดิ้งส์” (China South City Holdings) ยุติกิจการ นับเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดที่ถูกบังคับให้ชำระบัญชีต่อจากเอเวอร์แกรนด์
ในขณะเดียวกัน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งอย่าง “คันทรี การ์เดน” (Country Garden) ก็ยังคงพยายามทำข้อตกลงกับบรรดาเจ้าหนี้เพื่อตัดหนี้ต่างประเทศที่ค้างชำระกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.5 หมื่นล้านบาท)
การไต่สวนการชำระบัญชีของบริษัทครั้งต่อไปมีกำหนดจะเกิดขึ้นในฮ่องกงในเดือน ม.ค. 2026 หลังจากถูกเลื่อนมาหลายครั้ง
“ภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดกำลังประสบกับปัญหา จะมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนล่มสลายตามมาอีก” ศาสตราจารย์เฉียวระบุ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ในขณะที่รัฐบาลจีนออกหลายมาตรการมาช่วยหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์และพยุงเศรษฐกิจโดยรวม แต่ก็ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
นายชานกล่าวว่า แผนงานเหล่านี้ดูจะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ “ผมคิดว่า [มันไปถึง] จุดต่ำสุดแล้ว และมันควรจะอยู่ในระยะที่กำลังฟื้นฟูอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม เราคงไม่อาจคาดหวังให้มันฟื้นฟูอย่างแข็งแรง”
โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนของวอลล์สตรีท เคยออกมาเตือนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนจะตกลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2027
หวังก็เห็นด้วย โดยเธอยังคาดการณ์ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่กำลังประสบปัญหานี้ จะไปสู่ “จุดต่ำสุด” ในราว ๆ สองปี ก่อนที่อุปสงค์จะตามทันอุปทาน
แต่การ์เซีย-เออร์เรโร กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมากว่า เธอบอกว่า “ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”
รัฐบาลจีนได้ส่ง “ข้อความอย่างชัดเจนถึงเจตนาที่จะไม่ช่วยเหลือภาคธุรกิจที่อยู่อาศัย” ผู้อำนวยการแผนกจีนจากยูเรเซีย กรุ๊ปกล่าวเสริม
ที่ผ่านมารัฐบาลจีนระมัดระวังหลีกเลี่ยงมาตรการใด ๆ ก็ตามที่อาจส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มเติมจากอุตสาหกรรมที่มีหนี้สินมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
และแม้ว่าในยุคที่มันเฟื่องฟู ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน แต่ตอนนี้พรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองจีนอยู่กำลังให้ความสนใจไปกับสิ่งอื่น
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเช่น พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์มากกว่า
อย่างเช่นที่หวังพูดถึงมันว่า “จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ยุคใหม่ของการพัฒนา”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5y3z22g23no&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CECKm2LY12SGG5rlsaiR4





